ชมรมโรคสะเก็ดเงินแห่งประเทศไทย (ช.ส.ท.) แถลงข่าวการจัดงาน “วันสะเก็ดเงินโลก (World Psoriasis Day)” ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง แก่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินและประชาชนทั่วไป ในวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2547 เวลา 14.00 น. — 16.00 น. ณ โรงแรมเอเซีย
พญ. พิมลพรรณ กฤติยรังสรรค์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ผู้ก่อตั้งชมรมโรคสะเก็ดเงินแห่งประเทศไทยกล่าวว่า “โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่เกิดจากเซลล์ผิวหนังแบ่ง ตัวเร็วกว่าปกติ ทำให้ชั้นหนังกำพร้าหนาขึ้น เกิดเป็นลักษณะปื้นแดง และเป็นสะเก็ดสีเงินด้านบน ถ้าแกะหรือเกาจะทำให้สะเก็ดหลุดลอก และมีจุดเลือดออก ภายในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาที่สถาบันโรคผิวหนัง มากติดอันดับ 1 ใน 5 และมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ในปี 2536 พบผู้ป่วยทั้งสิ้น 4.36% ที่มารักษาที่สถาบันโรคผิวหนัง และเพิ่มขึ้นเป็น 7.90 %ในปี 2546“
“ทั้งนี้ เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จะเป็นๆ หายๆ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ศรีษะ แขน ขา บริเวณข้อศอกหรือเข่า ลำตัว เล็บมือ เล็บเท้า และฝ่ามือ ฝ่าเท้า พบได้ประมาณ ร้อยละ 1-3 ของประชากรทั่วไป ชายและหญิงพบได้ในอัตราเท่าๆกัน แต่จะพบมากในช่วงอายุ 10-30 ปี ซึ่งประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วย มักจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย และแม้โรคนี้จะไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต แต่จะมีผลต่อสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของผู้ป่วย”
“สาเหตุที่การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เนื่องจากผู้ป่วยรักษาไม่ต่อเนื่อง มุ่งแสวงหาการรักษาใหม่ๆ เปลี่ยนแพทย์และสถานพยาบาล ดังนั้นแพทย์ผิวหนังจากทั้งมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลต่างๆ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกันจัดตั้งชมรมโรคสะเก็ดเงินแห่งประเทศไทยขึ้น โดยมุ่งหวังจะสร้างเครือข่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ไปในแนวทางเดียวกันอย่างต่อเนื่องและครบวงจร เน้นการดูแลรักษาแบบองค์รวม คือ กาย จิต สังคม ”
พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน แพทย์ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินว่า “การรักษาโรคสะเก็ดเงินกำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คุณภาพ ชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น มาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน ถ้าผื่นมีเฉพาะที่ แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาทา ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายขนาน แต่ยาทามีข้อเสียคือ ผู้ป่วยที่มีแผลหลายที่จะต้องเสียเวลากับการทายา และยาบางชนิดก็เหนียวเหนอะหนะ บางชนิดมีกลิ่น มีสีที่ไม่น่าใช้เลย ส่วนยารับประทานก็มักมีผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ไขกระดูก ตับ ไต หรือบางชนิดมีผลต่อทารกในครรภ์ ทำให้ต้องเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือเจาะตับตรวจ ยิ่งกว่านั้น ยาบางตัวอาจทำให้เกิดมะเร็งในภายหลัง ส่วนการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตก็เป็นวิธีการยุ่งยาก ต้องเสียเวลาเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง”
“ในอนาคต การรักษาด้วยยาฉีด biologic คงจะทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น ในขณะนี้มีการพัฒนายา กลุ่มนี้อย่างกว้างขวาง ยา biologic เป็นสารสังเคราะห์โปรตีน ยับยั้งการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ยาจะออกฤทธิ์เฉพาะที่ผิวหนัง ไม่มีผลต่ออวัยวะภายใน ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งไม่มีผลต่อทารกในครรภ์ ยาในกลุ่มนี้ ได้รับการพัฒนาเป็นยาฉีดเข้าในชั้นไขมันใต้ผิวหนังซึ่งผู้ป่วย สามารถฉีดได้เองเหมือนผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งต้องฉีดอินซูลิน โดยฉีดเพียงสัปดาห์ละครั้ง การพบยานี้ น่าจะทำให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีชีวิตเหมือนคนปกติ แต่ ประสิทธิภาพของยาในผู้ป่วยคนไทยคงจะต้องมีการศึกษาต่ออีกสักระยะ” รศ. พญ. พรทิพย์ กล่าวเสริม
รศ. พญ.ณัฎฐา รัชตะนาวิน หนึ่งในผู้ก่อตั้งชมรมโรคสะเก็ดเงินแห่งประเทศไทย แพทย์ประจำโรงพยาบาลรามาธิบดีอธิบายเกี่ยวกับอาการของโรคสะเก็ดเงิน ว่า “โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีการรักษาทั้งยาทาภายนอก ยารับประทาน และยาฉีดที่สามารถควบคุมให้โรคสงบได้ดี โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ก็เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาในการใช้ชีวิตในสังคม เนื่องจากผื่นของโรคสะเก็ดเงินสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้คนในสังคมที่ไม่เข้าใจเกิดความกลัว ไม่กล้าสัมผัส หรือใกล้ชิดผู้ป่วย ทางชมรมฯ จึงต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นกับทั้งผู้ป่วย และประชาชนทั่วไป เพื่อให้ผู้ป่วย ญาติ คนใกล้ชิด และคคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”
พร้อมกันนี้ชมรมโรคสะเก็ดเงินแห่งประเทศไทย ยังได้ประกาศเชิญชวนให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน และประชาชนทั่วไปที่สนใจร่วมงานวันสะเก็ดเงินโลก เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงินได้ ในงาน “วันสะเก็ดเงินโลก (World Psoriasis Day)” ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากโรงพยาบาลต่างๆ มาให้ความรู้และไขปัญหาเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2547 นี้ ระหว่างเวลา 14.00 — 16.00 น. ณ โรงแรมเอเชีย ราชเทวี กรุงเทพ โดยผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ สถาบันโรคผิวหนัง โทร. 0-2354-8036-40 ต่อ 134 และ 106 ในวันและเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ต้นไม้ หนอนตายยากรักษาโรคสะเก็ดเงิน
ป้าอารีย์ สู้โรคด้วยสมุนไพร
คุณป้าอารีย์ อยู่จังหวัดระนองเวลามาเยี่ยมผมจะหอบหิ้วแกงไตปลา รสชาติของคุณป้าอารีย์เองมาฝากพร้อมสะตอ ขนมาแต่ละครั้งไม่ใช่น้อยๆเอามาแจกเจ้าหน้าที่สถานีวิทยุให้อิ่มหนำสำราญกัน ไปตามๆกัน ทุกคนออกปากชมว่าฝีมือการปรุงแกงไตปลาป้าอารีย์สุดยอด ไม่สุดยอดได้ไงเป็นแม่ครัวเก่าอดีตเคยเปิดร้านขายอาหาร
เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ คุณป้าอารีย์บุกจู่โจมมาหาผมอีกครั้งโดยไม่บอกล่วงหน้า มาคราวนี้พกหลวงปู่ทวดรุ่นแรก มาฝากผม บอกให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองผม นั่งคุยกันไปก็ค่อยๆล้วงขวดยาสมุนไพรเซรั่มบำรุงผิวหน้าสีเหลืองๆบอกว่ามี ส่วนผสมจากกลอยบำรุงผิวหน้าหน้าจะเต่งตึงลบรอยย่นบนผิวหน้าทั้งสิวและฝ้าจะ หายไปพูดพลางก็หยดเซรุ่มสมุนไพรมาให้ผมทาหน้า อีกขวดก็เป็นสมุนไพรแก้ปวดๆเมื่อยๆตามมาด้วยสมุนไพรปลูกผมคุณป้าอารีย์ บอกว่ามีคนใช้แล้วโทรกลับมาสั่งซื้อเพิ่มอีกเพราะผมดกดำขึ้นดี ก่อนกลับก็มอบตำรายากลางบ้านฝากผมอีกด้วย“ป้าอยากให้คุณจำรัสสืบสานตำรานี้แนะนำคนป่วยแทนป้าด้วยป้าก็อายุเยอะแล้วลูกๆไม่มีใครเอาสักคน ป้าชักท้อแล้ว” พูดแบบเศร้าๆดูเหมือนจะมีน้ำตาซึมๆที่เป้าตา วันนั้นคุณป้าอารีย์แนะนำผมว่าใครที่เป็นเริมให้หาสมุนไพรต้นใต้ใบมาตำผสม กับเหล้าขาวแล้วทาโรคเริมก็จะหาย ส่วนใครที่เป็นมะเร็งตับ ก็ให้หาสมุนไพรหนุมานประสานกาย สมุนไพรหมอน้อย และสมุนไพรหญ้าลิ้นงู อัตราส่วนเท่าๆกันมาต้มกินก่อนอาหารสามเวลาเช้าเที่ยงเย็นหายดีนักแล พูดถึงตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายมีน้ำหนักโดยประมาณ ๒ % ของน้ำหนักตัว ตำแหน่งของตับอยู่ชายโครงขวาแบ่งเป็น ๒ กลีบคือกลีบขวาและซ้ายมีหลอดเลือดมาเลี้ยง ๒ เส้น ตับจะมีหน้าที่สะสมอาหารเช่นน้ำตาล โปรตีน ไขมัน และวิตามินไว้ให้ร่างกายใช้ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ทำลายของเสีย
นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่สร้างไข่ขาว ( Aibumin ) ซึ่งทำหน้าที่รักษาความสมดุลของน้ำในเซลล์และเนื้อเยื่อและยังนำฮอร์โมนไป เนื้อเยื่อสำหรับตัวยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งตับที่คุณป้าอารีย์แนะนำผมได้ ค้นคว้าดูพบว่าสมุนไพรแต่ละตัวมีสรรพคุณทางยามากเดินลัดเลาะในสนามหญ้าข้าง สถานีก็ยังคงพอมีให้เห็น
สมุนไพรหญ้าลิ้นงู คนจีนกลางเรียกว่าสุ่ยเฉียบฉ่าว จีนแต้จิ๋วเรียกจุ่ยจี้เช่า เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นเลื้อยยาวประมาณ ๖-๒๐ นิ้ว ลำต้นมีลักษณะเรียบเกลี้ยงเล็กยาวและแตกกิ่งก้านสาขาออกมาก ใบมีลักษณะแหลมเรียวเล็กไม่มีก้านใบ ออกดอกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีประมาณ๒-๔ ดอกแยกออกกันเป็นคู่ๆบริเวณง่าม ผลมีลักษณะเป็นสันสี่มุมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒.๕ มม.เปลือกนอกแข็งไม่แตก ข้างในผลมีเมล็ดเล็กๆเป็นจำนวนมาก
สมุนไพรหนุมานประสานกาย ที่จังหวัดเลยเรียกว่านอ้อยช้าง คนจีนเรียก ชิดฮะลั้ง หนุมานประสานกายเป็นไม้พุ่มแกมเลื้อย เลื้อยได้ไกล ๒-๔ เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือเรียงสลับกันมี ๕-๘ ใบย่อย ฐานและปลายใบเรียวแหลม แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมันค่อนข้างแข็งและเหนียว ดอกออกเป็นช่อ ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีเขียวช่อดอกยาวประมาณ ๗-๑๒ ซม. ผลรูปไข่สีเขียวอวบน้ำเมื่อแก่จัดจะมีสีแดงเหมือนสีเหล้าองุ่น
คุณป้าอารีย์มาเยี่ยมผมคราวนี้มอบสูตรสมุนไพรเด็ดๆให้มากมายโดยเฉพาะตำรา ยากลางบ้านของพระเทพวิมลโมลี วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ คุณพิทักษ์พล ปรีชาชาติ ทนายความพิมพ์เป็นวิทยาทาน เมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๘
สมุนไพรแก้โรคหัวเข่าไม่มีกำลัง ท่านให้เอาพริกไทยร่อน หนัก ๑ บาท ขิงสดแก่ๆหนัก ๒ บาท ผิวมะกรูด หนัก ๓ บาท หญ้าแพรกหนัก ๖ บาท สารส้มหนัก ๑๖ บาท นำเอาตัวยาทั้ง ๕ อย่างนี้มาตำให้ละเอียดแล้วใช้พอกที่หัวเข่า จะทำให้อาการหัวเข้าไม่มีกำลังค่อยๆดีขึ้น บางตำราบอกว่าให้เอาผักเสี้ยนผีทั้งห้า ( เอาทั้งต้นตลอดถึงราก ) เอามาล้างน้ำให้สะอาด และไพล การบูร ตัวยาทั้งสามอย่างนี้เอาอย่างละพอสมควร นำมาตำให้ละเอียด ผสมกับเหล้าขาว คั้นเอาเฉพาะน้ำยา ใช้ทาถูนวดบริเวณหัวเข่า ก็สามารถแก้โรคปวดหัวเข่าได้ชงัดดีเหมือนกัน
โรคนอนไม่หลับ บรรดาคนเฒ่าคนแก่มักจะประสบปัญหานอนไม่หลับ ในตำรายากลางบ้านบอกไว้ว่า ให้เอาลูกมะตูมอ่อน , บอระเพ็ด , พริกไทยร่อน , ขมิ้นอ้อย เอาตัวยาทั้ง ๔ อย่างนี้หนักอย่างละ ๑ บาทเท่ากัน นำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งแท้ปั้นเป็นลูกกลอน กินก่อนนอนทุกวันวันละ ๒-๓ เม็ดนอนหลับดีนักแล สมุนไพรแก้โรคนอนไม่หลับอีกสูตร ให้เอาลูกสมอไทย , ลูกสมอเทศ รากชะพลู กัญชา ตัวยาทั้ง ๔ นี้เอาหนักอย่างละเท่าๆกัน นำมาใส่หม้อดินต้ม ดื่มก่อนนอนทุกวันจะทำให้นอนหลับสบาย
สมุนไพรแก้โรคมะเร็ง หมอพื้นบ้านแนะนำเอาต้นพลูแก่ๆ (พลูกินกับหมาก) ๑ ใบพลูแก่ ๑ ดอกพลู ๑ รากพลู ตัวยาทั้ง ๔ อย่างนี้เอาอย่างละเท่าๆกัน นำมาใส่หม้อดินต้ม ใช้นำยารับประทานเวลาเช้า และเย็นวันละ ๒ ครั้ง มีสรรพคุณแก้โรคมะเร็ง ได้ผลชะงัดนักแล
- ขนานที่ ๒ ให้เอาลูกลำโพงกาสลักลูกแก่ๆ ๑ ลูกกระเบา เอาเฉพาะเมล็ดใน ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ยางไม้ตะเคียน ๑ ตัวยาทั้ง ๔ อย่างนี้เอาอย่างละเท่าๆกัน นำมาตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงหุงด้วยน้ำมันงา บนเตาแกลบ ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง ใช้ทารักษาโรคมะเร็งผิวหนังภายนอก หรือรักษาเชื้อราทุกชนิด มีสรรพคุณชะงัดนักแล
- ขนานที่ ๓ เอารากต้นเตย ๑ หัว จุกสับปะรด ๑ รากมะเฟือง ๑ หัว ยา ข้าวเย็นเหนือ ๑ หัวยา ข้าวเย็นใต้ ๑ ข้าวเปลือกข้าวเจ้า ๑ ตัวยา ตัวยาทั้ง ๖ อย่างนี้เอาอย่างละเท่าๆกัน นำมาใส่หม้อดินต้มใช้น้ำยารับประทาน มีสรรพคุณแก้โรคมะเร็ง ซึ่งผู้ป่วยมีอาการท้องอืดรับประทานอาหารไม่ได้เป็นเวลามานานแล้ว เมื่อรับประทานยานี้แล้วจะทำให้หายอาการป่วยนั้น เคยใช้ไดผลดี มามากแล้ว
- ขนานที่ ๔ ให้เอายาข้าวเย็นทั้ง ๒ คือยาข้าวเย็นเหนือ ๑ ข้าวเย็นใต้ ๑ ๑ กระดูกควายเผือก ๑ กำมะถันเหลือง ๑ ขันทองพยาบาท ๑ หัวต้นหนอนตายอยาก ๑ ตัวยาทั้ง ๖ นี้ เอาหนักอย่างละ ๒๐ บาทเท่ากัน เง่าสับปะรด หนัก ๑๐ บาท กระดูกม้าหนัก ๔ บาท ต้นพริกขี้หนู ๑ ต้น ( เอาทั้งต้นตลอดถึงราก) ผิวไม้ราก ( ขูดเอาเฉพาะผิว) ๓ กำมือ ตัวยาทั้งหมดนี้นำมาใส่หม้อดินต้ม ใช้น้ำยารับประทาน หลังอาหาร วันละ ๓ เวลา ครั้งละ ๑ ถ้วย มีสรรพคุณแก้โรคมะเร็ง แก้แผลกลาย แก้โรคฝีทุกชนิด แก้โรคไอ แก้เลือดออกจากหลอดลม รักษาแผลในหลอดลม แผลในลำไส้ ไดผลชะงัดนักแล
ให้เอายาข้าวเย็นเหนือ ๑ ยาข้าวเย็นใต้ ๑ ต้นหนอนตายอยาก ๑ รากนมแมว ๑ หัวพุทธรักษาสีขาว ๑ ตัวยาทั้ง ๕ อย่างนี้ เอาหนักอย่างละ๔ บาทเท่านั้น เกลือทะเล ๑ กำมือ นำมาใส่หม้อดินต้ม ใช้น้ำยารับประทาน มีสรรพคุณแก้โรคมะเร็งในมดลูกได้ผลชะงัด
ยารักษาโรคมะเร็งเต้านม
เอาว่านมหากาฬ ๑๔ ใบ ไพลสด ๗ แว่น ยาดำหนัก ๑ บาท พิมเสนหนัก ๒ สลึง การบูรหนัก ๒ สลึง ข้าวสุกประมาณเท่าหัวแม่มือ ๑ ก้อน นำทั้งหมดมาตำผสมกันให้ละเอียด โดยตำยาดำให้ละเอียดก่อนแล้ว จึงใส่ไพลสดและใบว่านมหากาฬและเอาข้าวสุกลงตำผสมกันใช้พอกบริเวณที่เป็นแผล มีสรรพคุณแก้อาการปวดหายไปอย่างเด็ดขาด ใช้พอกหัวฝี ได้ผลดีชะงัดนักแล
ยาแก้โรคหัวใจโต
ให้เอายาข้าวเย็นเหนือ ๑ ยาข้าวเย็นใต้ ๑ กำมะถันเหลือง ๑ กำแพง เจ็ดชั้น ๑ ทองพันชั่ง ๑ ชะเอมเทศ ๑ ตัวยาทั้ง ๗ อย่างเอาอย่างละ ๑๐ บาทยาเท่ากัน นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา เวลาหลังอาหาร มีสรรพคุณ แก้โรคหัวใจโต มีอาการหัวใจเต้นไม่ปกติ อ่อนเพลีย เหนื่อยหอบให้หายไปได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล
ยาแก้โรคหัวใจสั่นหรือเต้นผิดปกติ
ให้เอาต้นไมยราบทั้งต้นตลอดถึงราก นำมาล้างให้สะอาดสับเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้งคั่วไฟให้เหลือง ใช้ชงกับน้ำร้อนรับประทานต่างน้ำชา มีสรรพคุณแก้โรคหัวใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ
ยาแก้โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ให้เอาหัวกระเทียมโทน หัวที่ไม่มีกลีบเป็นหัวเดียวเฉพาะ ๒๑ หัว นำมาปอกเปลือกแล้วใส่โหลหรือใส่โถใส่น้ำผึ้งแลงผสมให้ท่วมหัวกระเทียม ปิดฝาโหลหรือโถให้สนิท หมัดดองไว้ ๗ วัน แล้วใช้รับประทานก่อนนอน ครั้งละ ๓ หัวพร้อมทั้งน้ำยาเป็นเวลา ๗ วันติดต่อกัน
ยาอายุวัฒนะ (ยาอายุยืน)
ให้เอาต้นบอระเพ็ดสดๆนำมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วหั่นเป็นท่อนๆละประมาณ๒ องคุลี ดองกับน้ำผึ้งแท้เก็บไว้ประมาณ ๑๕ วันใช้รับประทานเวลาก่อนนอนครั้งละ ๑-๒ ท่อนทุกวัน มีสรรพคุณ บำบัดโรคต่างๆไดเป็นอย่างดี เลือดลมเดินสะดวกไม่ปวดเมื่อยร่างกาย
ยาแก้โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
ให้เอารากต้นบานไม่รู้โรยสีขาว๑ กำมือ กับรากต้นมะละกอตัวผู้ ๑ กำมือ ตัวยาทั้ง ๒ อย่างนี้นำมาล้างน้ำให้สะอาดสับให้เป็นท่อนๆ ใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ ส่วน เคี่ยวให้เหลือ น้ำ ๓ ส่วน ใช้น้ำยารับประทานเพียงครั้งเดียว
ขนานที่๒ เอารากลำเจียก ๗ รากหน่อต้นอ้อ ๗ หน่อ ดินประสิวพอสมควร ตัวยาทั้ง ๓ อย่างนี้นำมาใส่หม้อดินต้ม ใช้น้ำยารับประทาน มีสรรพคุณจะกัดก้อนนิ่วให้หลุดออกมา เคยใช้ได้ผลดีชะงัด
ยาแก้โรคนิ่วในไตและในถุงน้ำดี
ให้เอาจาวตาลโตนดอ่อนๆ นำมารับประทาน วันละ ๓ จาว เวลาบ่าย ๒ โมงตรงทุกวันเพียง ๓ วันเท่านั้น ได้ผลดีนักแล
ขนานที่ ๒ ให้เอาลูกใต้ใบทั้ง ๕ ทั้งต้นตลอดถึงราก ๑ กำมือ นำมาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียด น้ำสะอาด ๓ ถ้วยชา กวนด้วยสารส้มให้มีรสฝาดจัดๆ นำตัวยาทั้ง ๒ อย่างนี้มาผสมกันคั้นเอาเฉพาะน้ำยาใช้รับประทาน เวลาเช้า กลางวัน เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา ปรุงยาขนานนี้รับประทานติดต่อกัน ๓ วัน ระยะที่๒ ให้เอาลูกใต้ใบทั้ง ๕ ทั้งต้นตลอดถึงราก นำมาใส่หม้อดินต้มใช้น้ำยารับประทานวันละ ๓ เวลา ตลอด ๓ วัน ระยะที่๓ให้เอาน้ำอ้อยสดนำมารับประทานวันละ ๑ ขวดใหญ่ ติดต่อกัน ๓ วัน
สมุนไพรแก้โรคไต
ในตำราให้เอาเปลือกต้นงิ้วแดงนำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆคั่วไฟให้เหลืองชงกับ น้ำร้อน ใช้รับประทานต่างน้ำชา มีสรรพคุณแก้โรคไต ซึ่งมีอาการทำให้มือและเท้าอ่อนเพลีย ไม่มีกำลัง เป็นยาช่วยเพิ่มเลือดอย่างดีเยี่ยม
สมุนไพรแก้โรคไตสูตรที่สอง ท่านให้เอาลูกพุทราจีนตากแห้ง ๑๕ ลูก ต้นลูกใต้ใบทั้ง ๕ คือเอาตั้งแต่ต้นตลอดถึงราก ๑๕ ต้น ลูกเกาลัด ๑๕ ลูก หมูเนื้อสันหนัก ๖ ขีด นำตัวยาทั้งสี่อย่างนี้ ใส่หม้อดินเติมน้ำพอท่วมยาแล้นำไปต้ม
ใช้รับประทานต่างน้ำชากินได้ทุกเวลาประมาณ ๗ วัน มีสรรพคุณแก้โรคไต ซึ่งมีอาการปวดหลังปวดเอว ปัสสาวะมีสีเหลืองขุ่นข้น มือและเท้าอ่อนเพลีย ไม่มีกำลังให้หายไปได้ผลชะงัดดีนักแล
สมุนไพรสูตรเด็ดเคล็ดลับเหล่านี้ ก็ต้องขอขอบคุณคุณป้าอารีย์ อินทรสุวรรณ จากจังหวัดระนอง ที่มองการณ์ไกลกลัวสิ่งดีๆเหล่านี้จะสาบสูญไปจึงมอบให้ผมช่วยสืบสานใครได้ อ่านได้รู้ก็ขอให้นำไปขยายผลบอกลูกบอกหลานช่วยกันจดจำใว้ใช้ประจำตัวและครอบ ครัวเพราะสมุนไพรต่างๆเหล่านี้หาง่ายมีอยู่ทั่วไปในครัวเรือน สามารถซื้อหามาปลูกได้ ประหยัดค่าใช้จ่าย สุขภาพแข็งแรง
สนใจเรื่องราวสมุนไพรติดต่อป้าอารีย์ อินทรสุวรรณได้ที่ ๔/๓ หมู่ ๑ ต.บางนอน อ.เมือง จ.ระนอง โทร. ๐๗๗-๘๒๖-๔๒๓ , ๐๘-๔๘๔๐-๕๙๖๙
คุณเกษมศักดิ์ สร้อยนาค จากบ้านเลขที่ ๘๒ /๖ หมู่ ๘ บ้านพลวง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เขียนจดหมายมาแนะนำสมุนไพรบำบัดโรคหลายสูตรซึ่งมีความใกล้เคียงกับ สูตรสมุนไพรยากลางบ้าน สำหรับสูตรสมุนไพรที่ทำให้ฟันคงทนแข็งแรง คุณเกษมศักดิ์ แนะนำว่าให้เอาลูกพิกุลสุก และเกลือทะเล อัตราส่วนพอประมาณ นำมาใส่หม้อดินใส่น้ำพอประมาณ ประมาณให้มีรสเค็มจัดๆ ใช้น้ำยานี้อมตอนเช้า ๕ นาที จะทำให้สุขภาพเหงือกและฟันแข็งแรง
โรคนิ่วไต
โรคนิ่วไตเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบมากทั่วโลก และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณร้อยละ ๑๐-๑๖ การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกว้อนอื่นๆได้ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนถึงเกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะสุดท้าย ทำให้ถึงแก่ความตายได้
สาเหตุของโรคนิ่วไตเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม เมแทบอลิซึม วิถีการดำเนินชีวิตและอุปนิสัยการกินอาหารของผู้ป่วยเอง ชนิดของนิ่วมีหลากหลายชนิด องค์ประกอบส่วนใหญ่ในก้อนนิ่วเป็นผลึกแร่ธาตุ เช่น แคลเวี่ยมออกซาเลต แคลเซี่ยมฟอสเฟต ยูเรต แมกนีเซี่ยมแอมโมเนี่ยมฟอสเฟส เป็นต้น แต่ที่พบมากที่สุดในประเทสไทยคือนิ่วแคลเซี่ยมฟอสเฟสประมาณร้อยละ ๘๐ รองลงมาคือนิ่วกรดยูริกพบประมาณร้อยละ ๑๐-๒๐
โรคนิ่วในท่อปัสสาวะ
เกิดจากร่างกายสร้างก้อนนิ่วแล้วอุดตันหรือติดค้างในระบบทางเดินปัสสาวะซึ่ง ก้อนนิ่วแต่ละชนิดประกอบด้วยสาร ๑-๓ ชนิด จับรวมกันเป็นผลึกนิ่ว และเรียกชื่อตามสารที่เป็น เช่นก้อนนิ่วแคลเซี่ยม – ออกซาเลต และก้อนนิ่วยูริก้า
อาการของโรค จะปวดท้องบริเวณเอวหรือสีข้าง ลักษณะปวดบิดหรือปวดแน่นเป็นระยะๆอย่างรุนแรง ในบางคนอาจปวดร้าวที่ท้องน้อย อัณฑะ หรือต้นขาด้วย อาการปวดนี้เกิดจากก้อนนิ่วอุดตันทำให้น้ำปัสสาวะคั่งอยู่ในท่อที่อยู่เหนือ การอุดตันนั้น มีผลทำให้เกิดท่อไตโป่งพอง ไตบวม และปวดตรงเอวจากไตบวมนี้
บางคนจะคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดท้อง และหน้ามืด ใจสั่นและเป็นลมในที่สุด ปัสสาวะจะมีสีเข้ม สีเหมือนน้ำล้างเนื้อ หรือสีแดงเข้มเพราะมีเลือดปน เป็นผลจากก้อนนิ่วกรีดทำลายเนื้อเยื่อบุท่อ ถ้าเป็นมากๆจากการอับเสบติดเชื้อผู้ป่วยจะมีอาการไข้ร่วมด้วย
การป้องกันโรคนิ่ว
- ควรดื่มน้ำในปริมาณมากๆ ในแต่ละวันควรดื่มน้ำให้ได้มากกว่า ๘ แก้วต่อวัน เพื่อลดการอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะและลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทาง เดินปัสสาวะ
- ควรรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ดื่มน้ำมะนาวซึ่งเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระและซิเทรตที่ดีมากสามารถยับยั้งการก่อนิ่วและลดการบาดเจ็บของเซลล์บุท่อไตได้ดี
- ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวานและเค็มมาก และอาหารที่มีกรดยุริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน โดยปกติในผู้ใหญ่ไม่ควรได้รับโปรตีนจากสัตว์เกิน ๑๕๐ กรัมต่อวัน การบริโภคอาหารโปรตีนสูงจะทำให้เพิ่มสารก่อนิ่วและเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วสูง มาก
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

