โง่มาตั้งนาน! รถติดไฟแนนซ์สูญหายไม่ต้องผ่อนต่อแต่ต้องทำแบบนี้ถึงจะฉลาด

29 ตค. 59     1235873

ช่วงนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ โจรก็ชุกชุมออกอาละวาดทุกวัน ยิ่งเห็นรถใหม่ป้ายแดงถูกโจรกรรมทั้งที่ยังไม่ได้ป้ายดำด้วยซ้ำ เห็นแล้วช้ำใจแทนเจ้าของ แต่ก็มีหลายคนที่ต้องผ่อนกุญแจทั้งๆ ที่รถหายไปแล้ว และมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ต้องทำยังไงต่อ มืดแปดด้าน วันนี้เราจึงหาคำตอบมาให้คุณแบบง่ายๆ ที่เข้าใจและมองเห็นภาพ



ไม่ต้องผ่อนกุญแจเปล่า

ถ้ารถหายไปแล้วในระหว่างที่ผ่อนไฟแนนซ์ ขอแนะนำว่าไม่ต้องผ่อนต่อ เพราะกฎหมายให้เช่า + คำมั่นว่าจะขาย ดังนั้นเมื่อทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาย่อมระงับ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องส่งค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าซื้อ มีหลายคนโดนฟแนนซ์หลอกให้ผ่อนกุญแจต่อเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งที่รถถูกขโมยไปแล้วดังนั้นสัญญาจึงระงับยุติลง ในทางกฎหมายคือ ต้องยุติการจ่ายค่างวดทันที เพราะเงินประกันรถหายก็ได้ไปแล้ว ปกติวงเงินประกัน 80% ของราคาเต็ม ดังนั้นจึงเหลือประเด็นเดียวว่าค่าเสียหายมีเท่าไหร่?

ค่าเสียหายมีเท่าไหร่?

สำหรับเรื่องค่าเสียหายนี้ศาลฎีกาเคยวางบรรทัดฐานเอาไว้ว่า ถ้ารถที่เช่ซื้อสูญหายก็ต้องมาคำนวณว่ารถราคาเท่าใด ผู้เช่าซื้อจ่ายค่างวดมาแล้วเป็นเงินเท่าไหร่ บริษัทประกันได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ลิซซิ่งเนื่องจากรถหายเป็นเงินเท่าไหร่ ถ้า 2 จำนวนนี้รวมกันแล้วเกินกว่าราคารถที่ลิสซิ่งซื้อมาจากผู้เช่าซื้อ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย

ต้องแก้ปัญหาอย่างไร

แจ้งความเป็นหลักฐานกับตำรวจเป็นหลักฐาน แล้วนำสำเนาการแจ้งความไปมอบให้ บริษัทประกันภัยและไฟแนนซ์ ที่สำคัญขอย้ำเลยว่าไม่ต้องผ่อนต่อเด็ดขาด เพราะบริษัทปรันภัยจะจัดการชดเชยตามที่อธิบายไปในขั้นต้น ถ้าสัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงให้บริษัทเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ได้ แม้ว่าทรัพย์ที่เช่าซื้อจะสูญหายก็ตาม เรื่องนี้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระหรือไม่ก็ได้ ศาลก็จะกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควร แต่ไม่ใช่ให้ชำระค่าเช่าซื้อจนครบสัญญา

โดนบริษัทไฟแนนซ์หลอกต้องทำอย่างไร?

เท่าที่เห็นและเป็นข่าวแชร์กันมากมายตอนนี้ก็คือ ถูกบริษัทไฟแนนซ์หลอกให้ผ่อนกุญแจเปล่าต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่แจ้งความถูกต้องให้ลูกค้าทราบ แถมยังขู่จะส่งฟ้องศาลให้เป็นเรื่องเป็นราว จนผู้คนกลัวต้องยอมผ่อนต่อไปอีกหลายปี  แต่ถ้าคุณรู้เท่าทันกฎหมายก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป ในกรณี๊แบบนี้ถ้าหากบริษัทไฟแนนซ์ทราบอยู่แก่ใจว่ารถสูญหายแล้วยังนำฟ้องอีกถือว่าเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม คุณสามารถต่อสู้ในชั้นศาลได้เลย

เรียบเรียงโดย: สาระดีดี


เป็นเพื่อน Line กับเรา