หมวดหมู่
สุขภาพ
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่คลังความรู้มุสลิมไทยโพสต์

วิธีลดความอ้วนที่ได้ผลเร็วที่สุด วิธีลดความอ้วน ภายใน 7 วัน วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ วิธีลดความอ้วนภายใน3วัน วิธีลดความอ้วนของผู้ชาย ภาษาอาหรับที่เจอบ่อย      คำง่ายๆภาษาอาหรับ    ศัพท์เกาหลีแบ่งเป็นหมวด    คำศัพท์เกาหลี เรียกญาติ    ศัพท์เกาหลีง่ายๆ     
   คำศัพท์ญี่ปุ่น เรียกญาติ    วันเดือนปีในภาษามลายู    การเขียนวันเดือนปีในภาษามลายู    ศัพท์ยาวี    ศัพท์ญี่ปุ่นแบ่งเป็นหมวด     ภาษาไทยน่ารู้    
สระ 32 ตัว    ซาร่า ปาทาน    ขวัญกมล ปาทาน    น.ส.ขวัญกมล ปาทาน     ศัพท์อาหรับที่เจอบ่อย ศัพท์ญี่ปุ่นง่ายๆ  

 


หน้าแรก  | ข่าววันนี้  | ประเด็นดัง  | กรรมการกลาง  | มุสลิมไทย  | เว็บบอร์ด  | โลกอาหรับ  | มุสลิมโลก  | ผู้หญิง  | สุขภาพ  | ฮาลาล  | 
แฟชั่นมุสลิม  | ชื่ออาหรับ  | เวลาละหมาด  | คลิบวิดีโอ
 
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> สุขภาพ >> ความรู้ทั่วไป
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์
คำค้น : หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์

 




หลักฐานทางประวัติศาสตร์


ตัวอย่างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของประเทศอียิป ในสมัยอียิปโบราณ เป็นตัวอักษรภาพ


หลักฐานทางประวัติศาสตร์
 หมายถึง ร่องรอยการกระทำ การพูด การเขียน การประดิษฐ์ การอยู่อาศัยของมนุษย์ หรือลึกไปกว่าที่ปรากฏอยู่ภายนอก คือ ความคิดอ่าน โลกทัศน์ ความรู้สึก ประเพณีปฏิบัติของมนุษย์ในอดีต ความรู้สึกของคนในปัจจุบัน สิ่งที่มนุษย์จับต้องและทิ้งร่องรอยไว้ กล่าวได้ว่าอะไรก็ตามที่มาเกี่ยวพันกับมนุษย์ หรือมนุษย์เข้าไปเกี่ยวพันสามารถใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ทั้งสิ้น
การแบ่งประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์
๑)
 แบ่งตามยุคสมัย       
(๑) หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ
 หลักฐานที่เกิดขึ้นในสมัยที่ยังไม่มีการบันทึกเป็นอักษร แต่เป็นพวกซากโครงกระดูกมนุษย์ ซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ตลอดจนความพยายามที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ในลักษณะของการบอกเล่าต่อๆกันมา เป็นนิทานหรือตำนานซึ่งเราเรียกว่า “มุขปาฐะ”
(๒) หลักฐานสมัยประวัติศาสตร์ คือ
 หลักฐานสมัยที่มนุษย์สามารถประดิษฐ์ตัวอักษร และบันทึกในวัสดุต่างๆ มีร่องรอยที่แน่นอนเกี่ยวกับสังคมเมือง มีการรู้จักใช้เหล็ก และโลหะอื่นๆ มาเป็นเครื่องมือใช้สอยที่ปราณีต มีร่องรอยศาสนสถานและประติมากรรมรูปเคารพในศาสนาอย่างชัดเจน

๒) แบ่งตามลักษณะหรือวิธีการบันทึก
(
๑) หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษร ได้แก่ จารึก ตำนาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ บันทึกความทรงจำ เอกสารทางวิชาการ ชีวประวัติ จดหมายส่วนตัว หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร กฎหมาย วรรณกรรม ตำรา วิทยานิพนธ์ งานวิจัย ในการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทย มีการเน้นการฝึกฝนทักษะการใช้หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษร เป็นส่วนใหญ่ จนอาจกล่าวได้ว่าหลักฐานประเภทนี้เป็นแก่นของงานทางประวัติศาสตร์ไทย
(
๒) หลักฐานไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ หลักฐานโบราณคดี เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ เงินตรา หลักฐานจากการบอกเล่า ที่เรียกว่า มุขปาฐะหลักฐานด้านภาษา เกี่ยวกับพัฒนาการของภาษาพูด หลักฐานทางศิลปกรรม ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ หลักฐานประเภทโสตทัศน์ ได้แก่ ภาพถ่าย ภาพสไสด์ แผนที่ โปสเตอร์ แถบบันทึกเสียง แผ่นเสียง ภาพยนตร์ ดวงตราไปรษณียากร

 

 

๓) แบ่งตามลำดับความสำคัญ
(
๑) หลักฐานชั้นต้นหรือหลักฐานปฐมภูมิ (Primary sources) หมายถึง หลักฐานที่บันทึก สร้าง หรือจัดทำขึ้น โดยผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นโดยตรง หรือบ่งบอกให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นจริงๆ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น สนธิสัญญา บันทึกคำให้การ จดหมายเหตุ กฎหมาย ประกาศของทางราชการ ศิลาจารึก จดหมายโต้ตอบ และที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ภาพเขียนสีผนังถ้ำ เครื่องมือเคื่องใช้ เครื่องประดับ เจดีย์
(
๒) หลักฐานชั้นรองหรือหลักฐานทุติยภูมิ (Secondary sources) หมายถึง หลักฐานที่เกิดจากการนำหลักฐานชั้นต้นมาวิเคราะห์ ตีความเมื่อเวลาผ่านพ้นไปแล้ว ได้แก่ ตำนาน พงศาวดาร
นักประวัติศาสตร์บางท่านยังได้แบ่งหลักฐานประวัติศาสตร์ออกไปอีกเป็น หลักฐานชั้นที่สามหรือตติยภูมิ (Tertiary sources) หมายถึง หลักฐานที่เขียนหรือรวบรวมขึ้น จากหลักฐานปฐมภูมิและทุติยภูมิ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาอ้างอิง เช่น สารานุกรม หนังสือแบบเรียน และบทความทางประวัติศาสตร์ต่างๆ

สมัยโบราณ
ตะวันตก
1. อักษรที่บันทึกเป็นลงบนวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษปาปิรุส แผ่นดินเหนียว
1.1 ชาว อียิปต์โบราณ
-อักษรภาพเฮียโรกลีฟิก (ให้ความรู้เรื่องการแพทย์ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์)
- คัมภีร์มรณะ (เน้นความเชื่อทางศาสนา และมีผลต่อการเขียน 
The Old Testament
1.2 ชาวสุเมเรียน
- อักษรคูนิฟอร์ม (อักษรลิ่ม) ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยประวัติศาสตร์ตะวันตก
- มหากาพย์ กิลกาเมซ
- อักษรฟินิเชียน ต่อมาพัฒนาเป็นอักษรภาษาอังกฤษ (
Alphabet) 
1.4 ประมวลกฎหมาย ฮัมมูราบี ที่ยึดหลักตาต่อตาฟันต่อฟัน
2. หลักฐานประวัติศาสตร์ของกรีก-โรมัน
2.1 กรีก
-ช่วงแรกเขียนอิงเทพนิยาย เช่น มหากาพย์อีเลียด และโอดิสซี (โฮเมอร์แต่ง)
-ช่วงหลังอิงสงครามและการเมือง เช่น ประวัติศาสตร์สงครามเปอร์เซีย (เฮโรโดตัสแต่ง)
2.2 โรมัน
-เน้นเรื่องสงคราม เช่น บันทึกสงครามกอลลิก สงครามพิวนิก (โพลิบิอุสแต่ง) ประวัติศาสตร์โรมัน (ลีวี่แต่ง) กฎหมายสิบสองโต๊ะ
จึน
1. กระดูกเสี่ยงทายในสมัยราชวงศ์ชาง
2. บันทึกประวัติศาสตร์ของซือหม่าเซียน (เน้นเรื่องการปกครองของราชวงศ์ ถือเป็นหลักฐานต้นแบบของงานประวัติศาสตร์ราชวงศ์ของจีนต่อมา)
3.สุสานจักรพรรดิฉิ๋นซีฮ่องเต้(ให้ข้อมูลด้านโบราณคดี และเหตุการณ์ในสมัยราชวงศ์ฉิ๋น)
อินเดีย
-พบหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรน้อย เพราะไม่มีนักประวัติศาสตร์เหมือนกรีกและจีน
1. เมืองโมเฮนโจดาโร และฮารัปปา เป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุดของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ
2. อื่นๆ เช่น คัมภีร์พระเวทของอารยัน ศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช
ญี่ปุ่น.
-ส่วนใหญ่เป็นหลักฐานจากโบราณคดี เพราะเป็นสมัยที่ยังไม่มีตัวอักษรใช้
สมัยกลาง
ตะวันตก

 


1. หลักฐานที่เน้นความศรัทธาที่มีต่อศาสนา เช่น 
-มหากาพย์ของโรลองด์
- หนังสือแห่งกาลเวลา
- ประวัติศาสตร์พวกแฟรงค์(บาทหลางเกรเกอรีแต่ง)
-เทวนคร (นักบุญออสตินแต่ง)
2. หลักฐานที่เน้นการเมืองการปกครองเช่น
- ทะเบียนราษฎร์ (
Domsday)
- กฎบัตร 
Magna Carta
3. งานเขียนชื่อ 
Annals (คล้ายพงศาวดารแบบไทย) เป็นการบันทึกเหตุการณ์สำคัญสั้นๆในแต่ละปี โดยไม่ใส่ข่อคิดเห็นของผู้บันทึก
จีน
-ส่วนใหญ่เป็นงานบันทึกประวัติศาสตร์ในราชวงศ์
อินเดีย
-เริ่มปรากฏหลักฐานในสมัยอาณาจักร สุลต่านแห่งเดลี เน้นวีรกรรมของสุลต่าน
ญี่ปุ่น
-เป็นพงศาวดารประจำราชสำนักญี่ปุ่น เช่น หนังสือประวัติศาสตร์ชื่อ โคจิกิ นิโฮโชกิ
สมัยใหม่ สมัยปัจจุบัน
ตะวันตก
1. งานเขียนช่วงแรก (
C15-18) รับแนวคิดจากการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ
1.1 คำประกาศอิสรภาพของอเมริกา (เน้นสิทธิธรรมชาติของมนุษย์)
1.2รัฐธรรมนูญแห่งอเมริกา (แบ่งอำนาจปกครอง 3 ฝ่าย) 
1.3 คำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง (เป็นจุดสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์คำประกาศนี้ได้รักแนวคิดจาก 
Bill of Rights และ The Declaration of Independence)
1.4 สนธิสัญญาแวร์ซายส์ (ความสัมพันธ์ของโลกช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 )
1.5 ประวัติศาสตร์ความเสื่อม และการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมัน (กิบบันแต่ง)
2. งานเขียนช่วงหลัง (
c18-20) รับแนวคิดจากวิทยาศาสตร์เช่น 
2.1 สังคมฟิวดัล
,วิชาของนักประวัติสาสตร์ (มาร์ก บล็อก แต่ง)
2.2 ประวัติสาสตร์สันตะปาปา
ประวัติศาสตร์ ละตินและเยอรมัน (เลโอปอนด์ รังแก)
2.3 ประวัติศาสตร์โรมัน (บารโทลด์ นีบูห แต่ง)
2.4 ประวัติสาสตร์ทั่วไปของอารยธรรมตะวันตก (ฟรังซัวส์ กิโซต์แต่ง)
2.5
  อารยธรรมและทุนนิยม  ใน C15-18 (เฟอร์นานด์ โบรเดล แต่ง)
2.6ศึกษาประวัติศาสตร์ (อาร์โนลด์ ทอยน์บี)
จีน
- ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่เริ่มในสมัยราชวงศ์หมิง เช่นงานวรรณกรรมของ
อินเดีย
-ประวัติศาสตร์อินเดียสมัยใหม่เริ่มในสมัยราชวงศ์โมกุล เช่น ประวัติของกษัตริย์อักบาร์ และพระราชโองการของพระราชินีวิกตอเรีย
ญี่ปุ่น
-ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่เริ่มในสมัยกลางเมือง เช่นเอกสารรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1947

 

 

 

 

 

 


แหล่งที่มา : bothong.ac.th

บทความที่คุณอาจกำลังค้นหา:-
     
     
      เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
     
      เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
    ท่านอาจกำลังสนใจสิ่งนี้อยู่
    สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
    340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
    โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
    สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
    SubDomain หน้าหลัก