หมวดหมู่
สุขภาพ
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่คลังความรู้มุสลิมไทยโพสต์

วิธีลดความอ้วนที่ได้ผลเร็วที่สุด วิธีลดความอ้วน ภายใน 7 วัน วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ วิธีลดความอ้วนภายใน3วัน วิธีลดความอ้วนของผู้ชาย ภาษาอาหรับที่เจอบ่อย      คำง่ายๆภาษาอาหรับ    ศัพท์เกาหลีแบ่งเป็นหมวด    คำศัพท์เกาหลี เรียกญาติ    ศัพท์เกาหลีง่ายๆ     
   คำศัพท์ญี่ปุ่น เรียกญาติ    วันเดือนปีในภาษามลายู    การเขียนวันเดือนปีในภาษามลายู    ศัพท์ยาวี    ศัพท์ญี่ปุ่นแบ่งเป็นหมวด     ภาษาไทยน่ารู้    
สระ 32 ตัว    ซาร่า ปาทาน    ขวัญกมล ปาทาน    น.ส.ขวัญกมล ปาทาน     ศัพท์อาหรับที่เจอบ่อย ศัพท์ญี่ปุ่นง่ายๆ  

 


ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> แหล่งข้อมูล โรคต่างๆ >> โรค
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
โรคคออักเสบ รูปภาพโรคคออักเสบ โรคคออักเสบ pharyngitis
คำค้น : โรคคออักเสบ , รูปภาพโรคคออักเสบ , โรคคออักเสบ pharyngitis

โรคคออักเสบ รูปภาพโรคคออักเสบ โรคคออักเสบ pharyngitis

               โรคคออักเสบ

ข้อควรรู้ของโรคคออักเสบ รองศาสตราจารย์ ดร. สุบัณฑิต นิ่มรัตน์

by ยา-Ku-ซ่า on Tuesday, May 31, 2011 at 9:20am · 

“ความ ไม่เป็นโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่า คออักเสบนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร เพราะถ้าเรารู้แล้วเราก็สามารถจะป้องกันการเกิดโรคได้บ้างใช่ใหม๊ค่ะ คออักเสบนั้นภาษาอังกฤษที่เรียกว่า อะคิ้ว ฟาริ้งไจติส (Acute Pharyngitis) และสาเหตุนั้นเกิดมาจากหลายประการ ดังนี้ค่ะ

          1. โรคคออักเสบเกิดจากเชื้อไวรัส (Viral Pharyngitis) ซึ่งเป็นโรคคออักเสบที่บ่อยที่สุด บางทีเป็นอาการต่อเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสที่มาจากเชื้อหวัดแล้วหวัดลง คอทำให้คออักเสบ และเราจะทราบได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคนี้เราสามารถทราบได้ง่าย ๆ คือ คุณอ้าปากกว้าง ๆ ใช้ไม้กดลิ้นดู หายใจเข้าทางปากลึก ๆ ก็จะเห็นคอแดงอักเสบ และต้องรักษาตัวตามอาการเท่านั้น ถ้าเป็นไข้ ก็กินยาแก้ไข้ ถ้าไอ ก็กินยาแก้ไอ รวมทั้งหลักใหญ่คือ ต้องพักผ่อนให้มากที่สุดจึงจะทำให้หายจากอาการได้ค่ะ

          2. โรคคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Pharyngitis) เป็นการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า สเตร๊ฟโตค้อกคัส (Streptococcus) เป็นส่วนใหญ่ อาการที่ชัดเจนคือจะมีอาการที่เจ็บคอมาก และถ้าคุณอ้าปากดูคอจะเห็นคอบวมแดงเป็นหนอง ส่วนมากจะเกิดร่วมกับต่อทอนซิลอักเสบด้วยเสมอค่ะ ในกรณีอย่างนี้การรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยเสมอมิฉะนั้นก็จะมีอาการ ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ แต่อย่างไรก็ตามต้องไปปรึกษาแพทย์เสมอนะค่ะ อาการที่พบบ่อย ๆ คือ อาการไข้สูง เจ็บคอมาก ปวดศีรษะ เสียงแหบ ๆ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ อาเจียน โรคนี้อย่าไว้วางใจนะค่ะเพราะจะทำให้เกิดอาการทรุดเรื่อยตามปริมาณของเชื้อ ที่สะสมต้องไปพบแพทย์ให้เร็วนะค่ะ

          3. โรครีฟลั่กซ์ฟาร์ริงค์ไจติส (Reflux Pharyngitis) โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากโรคอื่นต่อเนื่องมาคือ เกิดจากการล้นขึ้นมาของน้ำย่อยและกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้หลอดอาหารส่วนต้นเกิดการอักเสบเรียกว่า รีฟลั่กซ์อีโซฟาร์ไจติส (Reflux Esophagitis) แล้วก็เลยขึ้นมาที่คอด้านใน เรียกว่า รีฟลั่กซ์ฟาร์ริงค์-ไจติส (Reflux Pharyngitis) จะรู้สึกเปรี้ยว มีกลิ่นเรอของน้ำย่อยมาจากกระเพาะอาหารค่ะ ซึ่งถ้าท่านผู้ฟังมีอาการดังนี้ต้องพบแพทย์ ไม่สามารถรักษาตนเองได้นะค่ะ

          4. โรคการระคายเคืองคอ (Irritation) อาการเหล่านี้เกิดจากพวกเราเอง เช่น การสูบบุหรี่จะทำให้คอระคายเคืองมาก กินเหล้าก็ทำให้ระคายคอด้วยนะค่ะ รับประทานอาหารเผ็ดจัด พริกไทรสจัด ก็ทำให้เกิดการระคายเคืองในคอด้วยเช่นกันค่ะ รวมทั้งท่านผู้ฟังที่มีอาชีพในการใช้เสียงทั้งหลาย การใช้เสียงมากจะระคายคอทำให้คอแดง คออักเสบและเสียงแหบ และปัญหาคอเจ็บที่เกิดจากสาเหตุเหล่านี้ อาจจะทำให้พวกเราเกิดคออักเสบดังกล่าวสามารถเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหานาน และมีอาการเจ็บคอเรื้อรังได้ค่ะ

          5. โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่หาสาเหตุได้ค่อนข้างยากและป้องกันได้ค่อนข้างยาก เช่น หากแพ้ควันบุหรี่แต่เราก็ต้องทำงานร่วมกับผู้ที่สูบบุหรี่บางช่วงบางเวลาก็ จะทำให้เกิดการเจ็บคอโดยไม่รู้สาเหตุได้ค่ะ นอกจากนั้นโรคภูมิแพ้นั้นแพ้ได้สารพัดชนิด และแตกต่างกันไปตามแต่บุคคลค่ะ บางคนแพ้ควันบุหรี่ ไรฝุ่น พบมากบนที่นอน โซฟา เกสรดอกไม้ สะเก็ดรังแคสัตว์ น้ำลาย และเหงื่อของสัตว์เลี้ยง ขนนก ของเสียแมลงสาบ เชื้อรา รวมทั้ง การใช้ยาปฏิชีวนะและการรับประทานอาหารสำเร็จรูป เหล่านี้จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ดังนั้นโรคคออักเสบที่เกิดจากการเกิดจากโรคภูมิแพ้ต้องปรึกษาแพทย์เท่านั้น นะค่ะ โรคนี้เองเป็นโรคที่ไม่เป็นอันตราย แต่น่ารำคาญที่เจ็บคอไม่หาย เป็นนาน เรื้อรัง ไม่หายขาด และต้องกินยาบ่อย ๆ จนน่าเบื่อหรือทำให้เกิดโรคที่ต่อเนื่องเช่น โรคไซนัส นั่นเองค่ะ

          เอาละค่ะโรคคออักเสบก็มีมาอย่างน้อยก็ 5 ชนิดใหญ่ๆ นะค่ะ แล้วเราจะสามารถป้องกันโรคดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด ก็สามารถทำได้นะค่ะ ดังนี้ค่ะ

          1. การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ วัน

2. โรคคออักเสบที่เกิดจากไวรัสหวัดลงคอ สามารถป้องกันโดยไม่ควรเข้าใกล้คนที่เป็นหวัด หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใช้หน้ากาก แต่อย่างไรก็ตามหน้ากากที่เราเห็นนั้นไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้นะค่ะ แต่ก็ลดการติดต่อได้บ้างค่ะ

3. คนที่เป็นหวัดก็ควรใช้หน้ากากกันการไอ จาม

 4. ในช่วงที่มีโรคดังกล่าวแพร่ระบาดควรล้างมือให้สะอาดบ่อยขึ้น เพราะเราสามารถสัมผัสจากการแตะอุปกรณ์ที่คนเป็นหวัดได้สัมผัสเราก็สามารถติด โรคได้นะค่ะ

 5. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอมีความสำคัญมากนะค่ะ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนเพราะจะมีเชื้อโรคติดมากับการพัดพาของลมฝนค่ะ

6. ไม่ควรตากฝนตัวเปียกชื้นและยังอดนอน จะทำให้เป็นหวัดลงคอ คออักเสบได้ง่าย

7. การดื่มน้ำมาก ๆ แต่ก็ต้องเป็นน้ำที่สะอาดนะค่ะ น้ำอุ่นๆ นะค่ะดีที่สุด ดื่มวันละ 6-8 แก้ว ดื่มน้ำมาก ๆ ทำให้ไม่เจ็บคอ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม เพราะว่ามีน้ำตาลมาก มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอเนทมาก การดื่มน้ำหวาน กินไอศกรีม กินขนมหวาน ๆ มากก็จะทำให้เจ็บคอนะค่ะ

 8. ถ้าเป็นไปได้ก็ให้หลีกเลี่ยงหมากฝรั่ง ลูกอม ขนมอบ ขนมหวานทุกชนิด หลีกเลี่ยงการใช้เสียงตะโกนดัง ๆ พูดมากเกินไป หลีกเลี่ยงอากาศที่อับ เลี่ยงควันบุหรี่ งดการสูบบุหรี่ การกินเหล้า การเที่ยวกลางคืน อดนอน หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดรสจัด หลีกเลี่ยงยาที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร จะมีผลทำให้กระเพาะอาหารอักเสบแล้วท้นขึ้นมาที่คอหอยได้

9. โรคเจ็บคอ เป็นโรคที่เป็นแล้วทำให้เกิดผลกระทบมากมาย อย่างน้อยที่สุด คนที่เป็นก็จะไม่สบายกายและทรมาน รวมทั้งทำให้มีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงทำงานทำการก็ลำบากนะค่ะเพราะว่าเป็น แล้วนานกว่าจะหาย ดังนั้นเมื่อป่วยด้วยโรคดังกล่าวควรไปพบแพทย์ทันที และเมื่อหายแล้วให้ทำตนเองให้แข็งแรงเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้อีกนะค่ะ สุดท้ายนี้ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรงนะ ค่ะ สวัสดีค่ะ

 

เอกสารอ้างอิง

คออักเสบ ต่อมทอลซิลอักเสบ. เข้าถึงได้จาก http://www.pharm.chula.ac.th/osotsala/Respiratory/Pharyngi.htm

หมอชาวบ้าน. คออักเสบ. เข้าถึงได้จาก http://www.doctor.or.th/node/3414 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553.

นพ. สันติภาพ ไชยวงศ์เกียรติ. 2546. คออักเสบ. นิตยสารใกล้หมอ. ปีที่ 27 ฉบับที่ 5 มิถุนายน

นิตยสารใกล้หมอ. 2552. คออักเสบ. ปีที่ 27 ฉบับที่ 24 มิถุนายน.

โรคภูมิแพ้ Allergy. เข้าถึงได้จาก http://www.siamhealth.net/public_html/index0/allindex.htm เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม

 

                                                   ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

           รูปภาพโรคคออักเสบ      โรคคออักเสบ pharyngitis

คออักเสบ (Pharyngitis) ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) (1)_________

            pharyngitis Pharyngitis

                           รูปที่ 1 Viral Pharyngitis (2)                          รูปที่ 2 Pharyngitis (3)

การอักเสบภายในลำคอและต่อมทอนซิล มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้มีไข้สูงและเจ็บคอ

            คออักเสบที่เกิดจากไวรัส ที่พบได้บ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ พวกนี้มักจะมีน้ำมูกใส ๆ ต่อมทอนซิลไม่แดงมาก และไม่มีหนอง

            เมื่อพูดถึงต่อมทอนซิลอักเสบ เรามักจะหมายถึงการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อเบตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ ซึ่งอาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กวัยเรียน และพบได้เป็นครั้งคราวในผู้ใหญ่

สาเหตุ_________________________________________________________________________

            เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด  ที่สำคัญ คือ เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่าเบตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่ม เอ (Beta Streptococcus group A.) ซึ่งทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนสำคัญ คือ ไข้รูมาติก (94) และหน่วยไตอักเสบ (136)

            ติดต่อโดยการหายใจ ไอหรือจามรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัด (1)

            ระยะฟักตัว ประมาณ 1-5 วัน

อาการ_________________________________________________________________________

            ในรายที่เป็นเฉียบพลัน  จะ มีไข้สูงซึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใด และมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ครั่นเนื้อครั่นตัวหรือหนาวสะท้าน รู้สึกแห้งผากในลำคอหรือเจ็บในคอมาก บางคนอาจเจ็บคอมากจนกลืนน้ำและอาหารลำบาก

            ในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียน ไอ ปวดท้อง หรือท้องเดินร่วมด้วย เด็กบางคนอาจมีไข้สูงจนชัก หรือร้องกวนไม่ยอมนอน

            บางครั้งอาจสังเกตเห็นมีก้อนบวมและเจ็บ (ก้อนลูกหนูหรือต่อมน้ำเหลืองอักเสบ) ที่บริเวณใต้คางข้างหนึ่งข้างใดหรือทั้งสองข้าง

            ในรายที่เป็นเรื้อรัง จะมีอาการเจ็บคอบ่อย ๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อย มักไม่มีไข้หรือบางครั้งอาจมีไข้ต่ำ ๆ

สิ่งตรวจพบ____________________________________________________________________

            ไข้สูง (39-40 ซ.)

            ในรายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะพบต่อมทอนซิลบวมโต มีสีแดงจัด และมีหนองขาว ๆ เหลือง ๆ เป็นจุด ๆ อยู่บนต่อมทอนซิล ซึ่งเขี่ยออกง่าย

            ถ้าพบเป็นแผ่นขาวปนเทา ซึ่งเขี่ยออกยาก และมีเลือดออก ควรนึกถึงคอตีบ

            นอกจากนี้ อาจพบต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บ

            ในรายที่ต่อมทอนซิลโตมาก ๆ จนดันลิ้นไก่เบี้ยวไปอีกข้างหนึ่ง ควรนึกถึงโรคฝีของทอนซิล

            ในรายที่เป็นเรื้อรัง พบว่าต่อมทอนซิลโต ผิวขรุขระแต่ไม่แดงมาก และพบตุ่มน้ำเหลืองบนผนังคอเป็นลักษณะแดงเรื่อและสะท้อนแสงไฟ ต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางมักจะโตและเจ็บเรื้อรัง

อาการแทรกซ้อน_______________________________________________________________

            1.  เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงทำให้หูชั้นกลางอักเสบ (163) ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ จมูกอักเสบ (25) ไซนัสอักเสบ (26) ฝีของทอนซิล (peritonsillar abscess) ปอดอักเสบ (66)

            2.  เชื้ออาจแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด ทำให้เป็นข้ออักเสบเฉียบพลัน (112) กระดูกอักเสบ (osteomyelitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (66)

            3.  โรคแทรกที่เกิดจากเบตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ ที่สำคัญ คือ ไข้รูมาติก (94) และหน่วยไตอักเสบ (136) ซึ่งมักจะเกิดหลังต่อมทอนซิลอักเสบ 1-4 สัปดาห์

การรักษา______________________________________________________________________

            1.  แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อนและดื่มน้ำหวานบ่อย ๆ

            ควรกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ผสมเกลือป่นประมาณ ½ ช้อนโต๊ะ ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) วันละ 2-3 ครั้ง

            2.  ให้ยาลดไข้ (ย1) เด็กเล็กที่เคยชัก ให้ฟีโนบาร์บิทาล (ย18.1) ร่วมด้วย

            3.  ในรายที่ต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งต่อมทอนซิลมักจะมีลักษณะสีแดงจัด หรือมีจุดหนองหรือมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บ ให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ตัวที่แนะนำ คือ เพนวี (ย4.1) วันละ 4 ครั้ง ๆ ละ 200,000-400,000 ยูนิต ถ้าแพ้ยานี้ให้ใช้ อีริโทรมัยซิน (ย4.4) แทน ให้ยาสัก 3 วันดูก่อน ถ้าดีขึ้นควรให้ต่อจนครบ 10 วัน เพื่อป้องกันมิให้เกิด ไข้รูมาติก หรือ หน่วยไตอักเสบแทรกซ้อน

            4.  ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 3 วัน หรือ กินยาไม่ได้ หรือสงสัยมีโรคแทรกซ้อนรุนแรง ให้แนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาล

            ในรายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และไม่มีประวัติการแพ้เพนิซิลลิน อาจต้องใช้ยาฉีดประเภทเพนิซิลลิน ที่สะดวก ได้แก่ เบนซาทีนเพนิซิลลิน (ย4.1) เพนาเดอร์ (ย4.1) ซึ่งใช้ฉีดเพียงเข็มเดียวเท่านั้น

            ถ้าเป็นฝีของทอนซิล อาจต้องผ่าหรือเจาะเอาหนองออก

            5.  ในรายที่เป็นเรื้อรัง ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลออก (tonsillectomy) ถ้าเป็นปีละหลายครั้ง (มากกว่า 4 ครั้งขึ้นไป) จนเสียงานหรือหยุดเรียนบ่อย หรือมีอาการอักเสบของหูบ่อย ๆ

          นอกจากนี้ในรายที่เป็นฝีของทอนซิลแทรกซ้อน อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทอนซิล เพราะถ้าทิ้งไว้ ก็อาจมีการอักเสบเรื้อรังได้

            การผ่าตัดทอนซิลมักจะทำในช่วงอายุ 6-7 ปี

ข้อแนะนำ______________________________________________________________________

            1. โรคนี้พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เด็กบางคนอาจเป็นได้บ่อย แต่เมื่อโตขึ้น ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น ก็อาจค่อย ๆ เป็นห่างขึ้นได้

            2.  อาการเจ็บคอ อาจมีสาเหตุได้หลายประการ ไม่จำเป็นต้องเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเสมอไป ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการเจ็บคอ ควรซักถามอาการอย่างละเอียดและตรวจดูคอทุกราย เพื่อแยกแยะสาเหตุ

            3.  ถ้าสงสัยว่าเกิดจากเชื้อเบตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เช่น มีไข้สูงร่วมกับต่อมทอนซิลโตแดงหรือเป็นหนองหรือมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คาง บวมและเจ็บ ควรให้เพนิซิลลิน (ย4.1) หรือ อีริโทรมัยซิน (ย4.4) ให้ได้ครบ 10 วันเป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันมิให้เกิดไข้รูมาติก หรือหน่วยไตอักเสบแทรกซ้อน

            การรักษาอย่างผิด ๆ หรือกินยาไม่ครบขนาด เช่น ซื้อยาชุดกินเอง ถึงแม้ว่าจะช่วยให้อาการทุเลา แต่ก็มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้

            สำหรับไข้รูมาติก ซึ่งพบมากในช่วงอายุ 5-15 ปี ถ้าไม่ได้รักษาหรือปล่อยให้เป็นเรื้อรัง จะทำให้เกิดโรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic heart disease) หรือลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบได้ บางรายอาจต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเงินทองและเวลามาก

            4.  การป้องกัน โรคคออักเสบและต่อมทอนซิลอักเสบให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัด และหมั่นรักษาสุขภาพฟันและช่องปาก

เอกสารอ้างอิง__________________________________________________________________

1. สุรเกียรต์ อาชานานุภาพ. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป: หลักการวินิจฉัยและการ

    รักษา/280โรคและการดูแลรักษา.กรุงเทพ: พิมพ์ดี กรุงเทพฯ. พิมพ์ครั้งที่ 3. 2544.

2. www.medicalook.com (picture: “รูปที่ 1 Pharyngitis”)

3Commons.wikimedia.org (picture: “รูปที่ 2 Viral Pharyngitis”)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
    DB function failed with error number 2006
    MySQL server has gone away SQL=SELECT cn.catid, cn.chknew, cn.iconnew, cn.chkmakelink, cn.usefile, cn.catid, cn.id, cn.contentName FROM healthfood_maincontent AS cn WHERE ( cn.contentName like '%โรคคออักเสบ%' || cn.description like '%โรคคออักเสบ%' || cn.keyword like '%โรคคออักเสบ%' || cn.contentName like '%รูปภาพโรคคออักเสบ%' || cn.description like '%รูปภาพโรคคออักเสบ%' || cn.keyword like '%รูปภาพโรคคออักเสบ%' || cn.contentName like '%โรคคออักเสบ pharyngitis%' || cn.description like '%โรคคออักเสบ pharyngitis%' || cn.keyword like '%โรคคออักเสบ pharyngitis%' || cn.catid = '57' ) and cn.published = '1' and UNIX_TIMESTAMP(cn.publishdate) <= UNIX_TIMESTAMP('2014-09-19 12:49:20') Order by cn.publishdate DESC LIMIT 0, 10
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก