หมวดหมู่
สุขภาพ
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่คลังความรู้มุสลิมไทยโพสต์

วิธีลดความอ้วนที่ได้ผลเร็วที่สุด วิธีลดความอ้วน ภายใน 7 วัน วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ วิธีลดความอ้วนภายใน3วัน วิธีลดความอ้วนของผู้ชาย ภาษาอาหรับที่เจอบ่อย      คำง่ายๆภาษาอาหรับ    ศัพท์เกาหลีแบ่งเป็นหมวด    คำศัพท์เกาหลี เรียกญาติ    ศัพท์เกาหลีง่ายๆ     
   คำศัพท์ญี่ปุ่น เรียกญาติ    วันเดือนปีในภาษามลายู    การเขียนวันเดือนปีในภาษามลายู    ศัพท์ยาวี    ศัพท์ญี่ปุ่นแบ่งเป็นหมวด     ภาษาไทยน่ารู้    
สระ 32 ตัว    ซาร่า ปาทาน    ขวัญกมล ปาทาน    น.ส.ขวัญกมล ปาทาน     ศัพท์อาหรับที่เจอบ่อย ศัพท์ญี่ปุ่นง่ายๆ  

 


ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> แหล่งข้อมูล โรคต่างๆ >> โรค
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง โรคเกี่ยวกับจมูก โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง
คำค้น : โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง , โรคเกี่ยวกับจมูก , โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง

โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง โรคเกี่ยวกับจมูก โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง

โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง 

เมื่อมลภาวะมีมากขึ้นโรคหอบหืดก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ท่านจะทราบถึงกลไกการเกิดโรคหอบหืด ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคหอบหืด อาการของโรคหอบหืด การแบ่งระดับความรุนแรงของโรคหอบหืด แนวทางการรักษา เนื้อหาครบถ้วนครับคลิกที่นี่


โรคปอดบวม

เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เชื้อที่เป็นสาเหตุก็มีมากมายลองเลือกอ่านดูครับ


กำลังระบาดโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเอดส์ ความน่ากลัวอยู่ที่เชื้อวัณโรคดื้อยาพบมากขึ้น


เป็นกันบ่อยโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้ใหญ่มักจะเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรัง รักษาไม่ยาก

 


กาใช้หน้ากากอนามัย

โรคระบาดที่ ติดต่อกันได้อย่างง่ายดายมันจะติดต่อโดยทางลมหายใจ การดูแลตัวเองโดยห่างไกลจากคนเจ็บป่วย การล้างมือบ่อยๆ และการใช้หน้ากากอนามัยจะช่วยลดการติดต่อของโรค อ่านที่นี่

 

หลอดลมอักเสบ

 

 

หลอดลมอักเสบ 

เมื่อคุณเป็นหวัดจะเริ่มด้วยอาการครั่นเนื้อครั่นตัว น้ำมูกไหล แสบคอ เมื่อโรคดำเนินต่อไปคุณจะรู้สึกแน่นหน้าอกมีเสมหะในคอและคุณเริ่มเกิดอาการ ไอแสดงว่าคุณเริ่มเป็นโรคหลอดลมอักเสบ โรคหลอดลมอักเสบคือโรคที่เกิดจากการอักเสบเยื่อบุของหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวม และมีเสมหะอุดหลอดลม ผู้ป่วยบางรายหลอดลมบวมมากและมีเสมหะมากทำให้เกิดลักษณะเหมือนโรคหอบหืด

 

 

หากคุณเป็นโรคหลอดลมอักเสบจะมีอาการอะไรบ้าง

ไอเป็นอาการที่สำคัญที่สุด เสมหะจะมีสีเหลืองหรือเขียวแต่ท่านอาจจะไม่ได้เห็นเสมหะในเด็กหรือผู้ใหญ่ บางคนที่กลืนเสมหะลงไปกระเพาะ นอกจากไอแล้วยังมีอาการอื่นคือ

  • แสบคอ เจ็บคอบางคนมีอาการแสบหน้าอก
  • หายใจลำบาก
  • หายใจเสียงดังหวีด
  • ครั่นเนื้อครั่นตัว
  • ไข้ไม่สูง

สาเหตุ

  • ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสเหมือนไข้หวัด เชื้ออื่นที่เป็นสาเหตุคือเชื้อ Mycoplasma pneumoniae.,Chlamydia pneumoniae
  • หลอดอักเสบจากสิ่งแวดล้อมเช่น ควันบุหรี่ กลิ่นสี สารเคมี ฝุ่น
  • จากกรดในกระเพาะที่ไหลย้อน gastroesophageal reflux disease (GERD)

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดลมอักเสบ

  • สูบบุหรี่หรืออยู่กับคนที่สูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีโรคประจำที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเช่น โรคเบาหวาน โรคตับ เป็นต้น
  • ผู้ที่มีโรคกรดไหลย้อน gastroesophageal reflux disease (GERD)
  • ผู้ที่ทำงานกับสารระคายเคืองเช่น ฝุ่น สารเคมี

ควรพบแพทย์เมื่อใด

โรคหลอดลมอักเสบมักจะหายได้เองใน 7-10 วัน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งประมาณร้อยละ 50หายใน 3 สัปดาห์ ร้อยละ 25 หายใช้เวลาเป็นเดือนจึงจะหาย การดูแลให้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ดื่มน้ำมากๆ คุณควรจะพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • ไข้สูงกว่า 38.5 องศา
  • หายใจลำบากหรือเหนื่อยหอบ
  • เสมหะมีเลือดปน
  • เสมหะเป็นหนอง
  • เมื่อคุณมีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคปอด

การตรวจวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคนี้มักจะทำได้โดยการซักประวัติและ การตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจร่างกายโดยการใช้หูฟังปอดว่ามีลักษณะหลอดลมตีบหรือไม่ เพราะโรคหลอดลมอักเสบจะตรวจได้เพียงว่ามีการตีบของหลอดลม ส่วนการตรวจเสมหะหรือเพาะเชื้อจากเสมหะมักไม่ช่วยในการวินิจฉัยเพราะทางเดิน หายใจของเราจะมีเชื้อโรคอยู่ ในการวินิจฉัยเราต้องคำนึงถึงโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการไอ โรคต่างๆเหล่านี้ได้แก่

  1. โรคเกี่ยวกับภูมิแพ้
  • โรคหอบหืด
  • โรคแพ้ฝุ่น
  • โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
  1. โรคติดเชื้อ

  • ไขหวัด
  • ไซนัดอักเสบ
  • ปอดบวม
  1. สาเหตุอื่น

  • หัวใจวาย
  • มะเร็งปอด
  • ภาวะกรดไหลย้อน

โรคแทรกซ้อน

การเป็นโรคหลอดลมอักเสบส่วนใหญ่ไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่สำหรับที่เป็นบ่อยอาจจะกลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

การรักษา

เนื่องจากโรคส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสจึงไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ

  • ให้พักผ่อนอย่างพอเพียง
  • ดื่มน้ำมากๆ
  • ถ้าไอมากก็รับยาแก้ไอ
  • หลีกเลี่ยง ควัน กลิ่น ควันบุหรี่ที่ระคายต่อหลอดลม
  • ห้องให้อุ่นและชื้นซึ่งจะช่วยชะลออาการไอ
    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    โรคเกี่ยวกับจมูก
    ริดสีดวงจมูกและไซนัสอักเสบ

    ขนานที่ 1
         
    ( 1.) หัวจุกกระเทียมนำมาหั่นให้ละเอียดตากให้แห้งสัก 1 กำมือ
         
    ( 2.)เปลือกมะเดื่อปล้อง หั่นเป็นฝอยๆ ตากให้แห้งสัก 1 กำมือ
         
    ( 3.) ใช้มีดไปขูดผิวไม้ไผ่สีสุกที่สดๆ มาตากให้แห้ง 1 กำมือ
         
    ( 4.) ยาเส้นพอประมาณ ถ้าใครไม่ชอบฉุน
         
    ( 5.) การบูร 1 ตลับยาหม่องขนาดเล็ก ให้เอาตัวยาจากข้อ 1-4 มาคลุกเคล้าให้เข้ากันดี นำตัวยาไปมวนด้วยกระดาษขาวหรือกระดาษสมุดที่เด็กๆ ใช้เขียนบทเรียนได้ วิธีมวนให้เอากระดาษที่จะใช้มวน นำมามวนใส่ปลาย ดินสอให้เป็นรูปทรงกระบอกมีลักษณะโคนเล็กและส่วนปลายใหญ่ ถอดดินสอออกติดกาวให้เรียบร้อย เอาตัวยาที่ผสมกันแล้วยัดเข้าไป โดยใช้ไม้หรือดินสอยัดเข้าไปให้แน่น แล้วจึงนำมาจุดสูบได้ตามต้องการ เวลาสูบให้พ่นควันออกทางจมูก โดยใช้มือปิดจมูกข้างหนึ่งไว้ สับเปลี่ยนกันทีละข้าง สูบวันละ 3 ครั้งทุกวัน เวลาสูบจะรู้สึกเมาบ้างเล็กน้อย มีอาการแสบจมูก น้ำมูกไหลบ้าง แต่เมื่อได้สูบไปสัก 8-10 วัน อาการจะค่อยดีขึ้นให้สูบไปเรื่อยๆ จนหาย ถ้าเจ็บคอและไอเอาข้อ 5 คือการบูร ผสมไปด้วย เวลาสูบจะได้รู้สึกเย็นสบายในลำคอและจมูก ตัวยาที่ผสมการบูรแล้วต้องใส่ขวดโหล ปิดฝาให้สนิท กันการบูรระเหย เมื่อสูบแล้ว ควรใช้น้ำมะนาวผสมเกลือ พริกขี้หนูสัก 5 เม็ด ตำให้ ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งแท้กินไปด้วย จะช่วยให้หายเร็วขึ้น


    ขนานที่ 2
           
    เอาดอกบัวหลวง 3 ดอก ใช้บูชาพระ 3 วัน เอาลงมาตากแดด ใช้ก้านบัวสูบแทนบุหรี่

    ขนานที่ 3
           
    เอาเนื้อของต้นเครือซูด (ภาษาอีสาน) ตากแห้งแล้วสูบหรือเผาสูบดมควัน

    ขนานที่ 4
           
    ใช้ดอกลำโพง ดอกปีบ หัวหอมแดง อย่างละเท่ากันตากให้แห้ง หั่นผสมเข้าด้วยกันมวนสูบ เวลามวนเอาการบูรใส่เล็กน้อยสูบให้ควันออกจมูก

    ขนานที่ 5
           
    เป็นยาชุดมีทั้งยากิน ยาสูบ ยานัตถ์ และยาพอกกระหม่อม

    * ยากิน
         
    หัว ขิงแห้ง หัวดองดึง หัวอุตพิด หัวกระดาดแดง หัวกระดาดขาว หัวบุกรอ หัวกลอย ลูกกระวาน หนักอย่างละ 2 บาท เม็ดพริกไทยหนัก 16 บาท ยาทั้งหมดบดเป็นผงให้ละเอียดละลาย น้ำร้อนกินครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ ให้กินขณะที่น้ำยังร้อนๆ อยู่ อย่าให้น้ำอุ่นหรือเย็น กินก่อนหรือหลัง อาหารก็ได้ 1 ชั่วโมง

    *ยาสูบ
         
    เอาใบ มะนาว ใบหนาด ใบมะตูม ใบมะกรูด ใบส้มป่อย ใบส้มโอ ใบผักกระโฉม นวลผิวข่อย นวลผิวไม้ไผ่สีสุก ดอกคำฝอย เอาอย่างละเท่าๆ กัน หั่นเป็นเส้นฝอยๆ ผสมให้เข้ากันดี เวลาจะสูบ แทรกการบูรนิดหน่อย ใช้ใบตองกล้วยหรือใบบัวแห้งมวนสูบ

    *ยานัตถ์

    เอา หัวหญ้าแห้วหมู รากเจตพังคี เอาเท่ากันบดเป็นผงให้ละเอียด แล้วเคล้าด้วยน้ำนมแมว(น้ำหอมใช้ปรุงขนม) ตากแดดให้แห้งเก็บใส่ขวด ใช้กล้องเป่านัตถ์เข้าจมูก

    *ยาพอกกระหม่อม
         
    ให้ เอาใบลำโพง กระเทียม สารส้ม ดีจระเข้ ตำให้แหลกเคล้ากับน้ำมะนาวแล้วทาหรือพอกที่กระหม่อม ปกติใช้ยากินและยาสูบเพียง 2 อย่างก็หายแล้ว ตำรานี้คุณคำพันธ์ ดีเวิน ให้มาบอกว่าเป็นตำราของปู่ ใช้ได้ผลดีมาก ปัจจุบันยังใช้อยู่


    คัดจมูก

    ขนานที่ 1
           
    คัด จมูกเกิดจากน้ำมูกข้น น้ำจะไปละลายน้ำมูกที่ข้นให้ใส สั่งออกได้ง่าย วิธีทำให้สูดน้ำเข้าทางจมูก โดยค่อยๆ สูดเข้าช้าๆ พอน้ำเข้าไปถึงคอให้หยุดไว้ แล้วค่อยๆ สั่งออกมา ทำเช่นนี้หลายๆ ครั้ง น้ำมูกจะค่อยๆ ใสจนสั่งออกมาเป็นก้อนได้ หากจมูกข้างใดตัน ให้ใช้นิ้วอุดจมูกข้างที่โล่งเอาไว้แล้วจึงใช้จมูกข้างที่ตันสูดน้ำเข้าไป ทั้งนี้เพราะถ้าไม่อุดจมูกน้ำจะเข้าทางจมูกที่โล่งข้างเดียว ในตอนแรกจมูกข้างที่ตันจะสูดน้ำได้น้อย แต่ถ้าทำบ่อยๆ จะสูดน้ำได้มากขึ้น

    ข้อควรระวัง เวลาสั่งน้ำออกมาอย่าสั่งแรงๆ เพราะจะทำให้จมูกอักเสบ เกิดเป็นริดสีดวงจมูกได้

    ขนานที่ 2
           
    เอา หัวหอมทุบพอแตกเอามาดม ถ้ายังไม่หาย เอาน้ำใส่ในหม้อต้มให้เดือด แล้วยกหม้อน้ำลง เอาหัวหอมพอประมาณทุบพอแตกใส่ลงไป เอาผ้าคลุมหัวและหม้อน้ำเอาไว้ สูดเอาไอน้ำกับไอหัวหอมเข้าไป สักพักหนึ่งจมูกจะโล่ง หรือกินหัวหอมขนาดเท่าหัวแม่มือสัก 2-3 หัว จะหายคัดจมูกได้

    ขนานที่ 3
           
    ให้แช่เท้าจนถึงตาตุ่มในน้ำอุ่นจัดๆ จนหายร้อน

    ขนานที่ 4
           
    ให้นอนยกขาทั้งสองขึ้นสูงจากพื้นเตียงประมาณ 1-2 ฟุต


    คัดจมูกในเด็ก

    ขนานที่ 1
           
    เอา หัวหอม หัวเปราะหอม ขมิ้นสดอย่างละเท่าๆ กัน นำมาโขลกให้แหลก อย่าให้แหลกมากจนมีน้ำมากไป ปั้นเป็นรูปวงแหวนขนาดเท่ากระหม่อมเด็ก โปะไว้กลางกระหม่อมตอนเช้าๆ ขณะที่มีไข้รุมๆ หรือมีไข้สูงอยู่ โปะหรือสุมไว้จนกว่าไอของความร้อนในตัวเด็กจะออกไปสู่ตัวยาไม่เกิน 3 ชั่วโมง เอาผ้าพันจากศีรษะถึงใต้คางเพื่อกันหลุดด้วย

    ขนานที่ 2
           
    เอา หัวหอมปอกเปลือกทุบพอแตก วางไว้ข้างศีรษะเด็ก (ต้องระวังไม่ให้ไอหัวหอมเข้าตา เพราะจะทำให้แสบตา) หรือโปะไว้ที่กระหม่อมใกล้หน้าผากในเวลาที่เด็กนอน


    น้ำมูกไหลมากจากหวัด
     
    เอา ขิงแก่มาหั่นเป็นแว่นบางๆ ใส่น้ำต้มให้ข้นที่สุดเท่าที่จะทนรสเผ็ดของขิงได้ เอาน้ำขิง ร้อนๆ มาชงน้ำตาลกินอย่างชาหรือกาแฟกินต่างน้ำชา กินไป 2-3 ถ้วย อาการจะดีขึ้น


    น้ำมูกไหลจากหวัดแพ้อากาศ
         
    มักเกิดจากขาดการออกกำลังกาย ต้องแก้ที่สาเหตุนี้ด้วย ส่วนยาช่วยมีดังนี้

    ขนานที่ 1
           
    ใช้ใบหนุมานประสานกายสด 5-10 ช่อ ต้มกับน้ำ 7-10 แก้ว ต้มเดือดนานประมาณ 10 นาที แบ่งกินให้หมดตลอดวัน

    ขนานที่ 2
           
    เอาใบฟ้าทะลายโจรในระยะที่เริ่มออกดอก ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผง ผสมน้ำเชื่อมปั้นเม็ด ขนาดเท่าไข่จิ้งจก กินครั้งละ 5 เม็ด ในตอนเช้า

    ขนานที่ 3
           
    กินหัวหอมครั้งละ 1-2 หัว หรือกินต้นหอมครั้งละ 1-2 ต้น พร้อมอาหารทุกวันเป็นประจำ จะ ช่วยป้องกันหวัดแพ้อากาศ

    ขนานที่ 4
           
    กินหัวกระเทียมครั้งละ 7 กลีบ พร้อมอาหารทุกวัน

    ขนานที่ 5
           
    ใช้ ต้นเหงือกปลาหมอแห้งหนัก 2 ส่วน พริกไทยหนัก 1 ส่วน บดเข้าด้วยกันเป็นผง ปั้น น้ำผึ้งขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย กินวันละ 2 ครั้งๆ ละ 1-2 เม็ด เช้า-เย็น


    ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น

    ขนานที่ 1
           
    เคี้ยว ใบพลู ทุกเช้าและก่อนนอน ค่อยๆ เคี้ยว ค่อยๆ กลืนใบพลู เริ่มเคี้ยวทีละนิด เพราะถ้าคนไม่เคยจะทำให้ปากชาและรู้สึกเผ็ดขม วันต่อๆ ไปค่อยเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆ

    ขนานที่ 2
           
    เอาใบฝรั่งสดๆ ย่างไฟพอหอม ชงน้ำร้อนกินต่างน้ำชาหรือเคี้ยวใบฝรั่งอ่อนๆ เคี้ยวกินได้เลยทุกวัน


    เลือดกำเดาไหล

    ขนานที่ 1
           
    ให้ ผู้ป่วยนั่งหรือนอน เงยหน้าขึ้น ใช้มือบีบจมูกทั้ง 2 ข้าง หายใจลึกยาวทางปาก เอาน้ำแข็ง ห่อผ้าวางบริเวณหน้าผาก คอ สันจมูก ถ้าหาน้ำแข็งไม่ได้ควรใช้ผ้าชุบน้ำเย็นบีบพอหมาดวางบนสันจมูก

    ขนานที่ 2
           
    เอา ใบพลู 1 ใบ ม้วนเหมือนมวนบุหรี่ขยี้ปลายข้างหนึ่งให้ช้ำ จากนั้นสอดปลายข้างที่ช้ำนั้นอุดเข้าไปในรู้จมูกข้างที่มีเลือดไหล ถ้ามีน้ำแข็งให้ใช้น้ำแข็งช่วยด้วย

    ขนานที่ 3
           
    ใช้กระดาษนิ่มๆ หรือสำลี ม้วนอุดรู้จมูกยัดไว้ให้แน่นจนเลือดคั่ง จะคัดเลือดมิให้ไหล ใช้น้ำแข็งช่วยเช่นกัน


    เด็กที่เลือดกำเดาไหลบ่อย

    ขนานที่ 1
           
    ทุกเช้าให้เด็กกินน้ำมะนาว 1-2 ผล เติมน้ำเกลือ น้ำตาล น้ำแข็งให้ได้รสตามต้องการ

    ขนานที่ 2
           
    เอา รากข้าวที่เกี่ยวแล้ว 1 กำมือ ใส่น้ำให้ท่วมยา ใส่หมู 1 ชิ้น ต้มให้เหลือน้ำครึ่งหนึ่ง รินไว้จนเย็นจึงกินให้หมด กินครั้งเดียวก็หาย

    ขนานที่ 3
           
    ใช้รากต้นฝรั่ง 1 กำมือ ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มพอให้ยาสุกกินวันละ 3-4 ครั้งๆ ละ 1 แก้ว


    สิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก

    วิธีที่ 1
           
    บีบรูจมูกข้างหนึ่งแล้วสั่งน้ำมูกอย่างแรง ของนั้นอาจออกเองได้ อย่าพยายามใช้นิ้วแคะ เพราะของอาจถูกดันลึกเข้าไป

    วิธีที่ 2
           
    ให้ใช้ของอ่อนๆ ล้างให้สะอาด เช่น ก้านมะยม ค่อยๆ ดันให้เข้าไปในจมูกลึกจนถึงช่วงคอก็จะหลุดลงคอกลืนลงไป (ถ้าไม่ใช่วัตถุอันตราย


    นอนกรน
         
    เกิดจากนอนหงาย หายใจเข้าลำบาก จึงต้องใช้ปากช่วยหายใจ วิธีแก้คือจับให้นอนตะแคง
    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง

โรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ

 

โรคหอบหืด

  โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory]  เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้

โรคปอดบวม

 

      โรคปอดบวมหมายถึงภาวะปอดซึ่งเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ซึ่งในสภาวะที่ผิดปกติอาจจะเกิดจาก เชื้อรา และ พยาธิ เมื่อเป็นปอดบวม จะมีหนอง และสารน้ำอย่างอื่นในถุงลม ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับ oxygen ทำให้ร่างกายขาด oxygen และอาจถึงแก่ชีวิตได้ สาเหตุของปอดบวม มีสาเหตุมากมายแต่แบ่งสาเหตุได้ดังนี้

  • Bacteria
  • Viruses
  • Mycoplasma
  • เชื้อชนิดอื่น เช่น เชื้อรา 
  • สารเคมี

เชื้อที่เป็นสาเหตุมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วยและสามารถแพร่กระจายออกมาเวลาไอ จาม นอกจากนี้ยังเกิดจากการดมสารเคมี เช่น แอมโมเนีย ไนโตรเจน ไดออกไซด์ หรือการสำลักน้ำลายเศษอาหารและน้ำย่อย เหตุชักนำสำคัญที่ทำให้เกิดปอดบวม ปกติเชื้อโรคอยู่ในคอ เมื่อร่างกายมีภาวะที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็จะเกิดโรค ภาวะต่างๆดังกล่าวได้แก่

  1. ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อการอักเสบติดเชื้อลดลง เช่นอายุมาก ขาดอาหาร เบาหวาน ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  2. การอักเสบติดเชื้อไวรัสของระบบการหายใจ
  3. การอุดกั้น และการอักเสบเรื้อรังในหลอดลม
  4. การสำลัก น้ำลาย เศษอาหาร หรือสิ่งติดเชื้อในปอด


หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน

 

เมื่อคุณเป็นหวัดจะเริ่มด้วยอาการครั่นเนื้อครั่นตัว น้ำมูกไหล แสบคอ เมื่อโรคดำเนินต่อไปคุณจะรู้สึกแน่นหน้าอกมีเสมหะในคอและคุณเริ่มเกิดอาการไอแสดงว่าคุณเริ่มเป็นโรคหลอดลมอักเสบ โรคหลอดลมอักเสบคือโรคที่เกิดจากการอักเสบเยื่อบุของหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวม และมีเสมหะอุดหลอดลม ผู้ป่วยบางรายหลอดลมบวมมากและมีเสมหะมากทำให้เกิดลักษณะเหมือนโรคหอบหืด

หากคุณเป็นโรคหลอดลมอักเสบจะมีอาการอะไรบ้าง

ไอเป็นอาการที่สำคัญที่สุด เสมหะจะมีสีเหลืองหรือเขียวแต่ท่านอาจจะไม่ได้เห็นเสมหะในเด็กหรือผู้ใหญ่บางคนที่กลืนเสมหะลงไปกระเพาะ นอกจากไอแล้วยังมีอาการอื่นคือ

  • แสบคอ เจ็บคอบางคนมีอาการแสบหน้าอก
  • หายใจลำบาก
  • หายใจเสียงดังหวีด
  • ครั่นเนื้อครั่นตัว
  • ไข้ไม่สูง

โรคหลอดลมอักเสบมักจะหายได้เองใน 7-10 วัน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งประมาณร้อยละ 50หายใน 3 สัปดาห์ ร้อยละ 25 หายใช้เวลาเป็นเดือนจึงจะหาย การดูแลให้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ดื่มน้ำมากๆ คุณควรจะพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • ไข้สูงกว่า 38.5 องศา
  • หายใจลำบากหรือเหนื่อยหอบ
  • เสมหะมีเลือดปน
  • เสมหะเป็นหนอง
  • เมื่อคุณมีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคปอด

การตรวจวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคนี้มักจะทำได้โดยการซักประวัติและการตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจร่างกายโดยการใช้หูฟังปอดว่ามีลักษณะหลอดลมตีบหรือไม่ เพราะโรคหลอดลมอักเสบจะตรวจได้เพียงว่ามีการตีบของหลอดลม ส่วนการตรวจเสมหะหรือเพาะเชื้อจากเสมหะมักไม่ช่วยในการวินิจฉัยเพราะทางเดินหายใจของเราจะมีเชื้อโรคอยู่ ในการวินิจฉัยเราต้องคำนึงถึงโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการไอ โรคต่างๆเหล่านี้ได้แก่

  1. โรคเกี่ยวกับภูมิแพ้
  • โรคหอบหืด
  • โรคแพ้ฝุ่น
  • โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

2. โรคติดเชื้อ

  • ไขหวัด
  • ไซนัดอักเสบ
  • ปอดบวม

3. สาเหตุอื่น

  • หัวใจวาย
  • มะเร็งปอด
  • ภาวะกรดไหลย้อน

โรคแทรกซ้อน

การเป็นโรคหลอดลมอักเสบส่วนใหญ่ไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่สำหรับที่เป็นบ่อยอาจจะกลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

การรักษา

เนื่องจากโรคส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสจึงไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ

  • ให้พักผ่อนอย่างพอเพียง
  • ดื่มน้ำมากๆ
  • ถ้าไอมากก็รับยาแก้ไอ
  • หลีกเลี่ยง ควัน กลิ่น ควันบุหรี่ที่ระคายต่อหลอดลม
  • ห้องให้อุ่นและชื้นซึ่งจะช่วยชะลออาการไอ

โรควัณโรค

 

  • วัณโรค  เป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อโดยการสูดเอาอากาศที่มีตัวเชื้อวัณดรคเข้าไป เมื่อ 20 ปีก่อน
  • วัณโรคเป็นหนึ่งในสิบสาเหตุของการตายที่สำคัญสุด แต่เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้  ปัจจุบันวัณโรคจึงไม่จัดอยู่ในสิบสาเหตุการตายที่สำคัญ
  • เชื้อวัณโรคจัดเป็นเชื้อโรคในกลุ่มเป็นแท่ง (Bacilli) มีความคงทนต่อความแห้งได้  และสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นละอองได้นานเชื้อวัฒโรคออกจากร่างกายของผู้ป่วย โดยทางเสมหะ และละอองเสมหะ หรือน้ำลายจากการไอ หรือจาม หรือาจออกมากับน้ำหนองในกรณีป่วยเป็นวัณโรคของต่อมน้ำเหลือง หรือผิวหนัง  การติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจสูดดมเอาฝุ่นละอองหรือละอองเสมหะ ที่มีตัวเชื้อโรคแขวนอยู่เมื่อพูดถึงวัณโรค ชาวบ้านทั่วไปมักจะนึกถึงโรคปอด คือวัณโรคปอด แต่ความจริงวัณโรคอาจเป็นได้ในทุก  ๆ อวัยวะของร่างกาย เช่น ลำไส้ ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนังและเยื่อหุ้มสมองเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าจะต้องเริ่มต้นจากปอดก่อนเสมอ ที่ไม่พบในปอดก็เพราะซ่อนเร้นอยู่ โดยการฉายเอ็กซเรย์ปอดตรวจไม่พบ หรือการตรวจเสมหะเพื่อหาตัวเชื้อแล้วตรวจไม่พบเท่านั้นอาการแสดงของวัณโรค ระยะแรกจะมีการไอแห้ง ๆ อย่างเดียว อาการจะมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น ระยะต่อมาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย และมักจะมีอาการไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะในเวลาเย็น และกลางคืน ในระยะที่เป็นกรดมากแล้วอาจมีอาการหายใจหอบ และไอมีเสมหะติดเลือดปนด้วย  จนถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้ ถ้าเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มหลอดอาจมีน้ำเกิดเกิดขึ้นในช่องปอด และมีอาการเจ็บอก  น้ำที่เกิดในช่องปอดนี้จะทำให้อาการหอบเกิดมากขึ้นอาการแสดงของวัณโรคที่อวัยวะอื่น เช่น ถ้าเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง มักมีไข้ และมีก้อน (ต่อมน้ำเหลือง) ที่พบบ่อยมักจะเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ต่อมจะโตมากขึ้นจนกลายเป็นฝี และแตกมีน้ำเหลืองซึมออกมาได้ ถ้าเป็นที่เยื่อหุ้มสมองจะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ คอแข็ง และมีอาการทางสมองเกิดขึ้นด้วยการรักษาจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น ด้วยการปรึกาาแพทย์ที่ศูนย์วัณโรคปอดโรงพยาบาลหรือคลีนิกแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปี หรือ 2 ปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนต้องปฏิบัติตัวตามสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่งการป้องกัน1.ทารกที่คลอดจากโรงพยาบาลทุกแห่งและสถานีผดุงครรภ์ทุกแห่ง
  • 1.จะได้รับการฉีดยา BCG  เพื่อป้องกันโรคตั้งแต่หลังคลอดใหม่
    2.สำหรับผู้ใหญ่นั้นอาจขอฉีด BCGได้ตามโรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชนทุกแห่ง
    3.การไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยวัณโรค
    4.การแนะนำผู้ป่วยให้ปิดจมูกเวลาจะไอ หรือจามตลอดจนไม่ควรถ่มน้ำลายเสมหะเรี่ยราดตามพื้น
    5.ควรตรวจเอ็กซเรย์ปอดเป็นประจำทุกหนึ่งหรือสองปี
    การรักษาวัณโรค
    ปัจจัยสำคัญในการรักษาวัณโรคประกอบด้วย1.การเลือกใช้ยารักษาวัณโรคที่เหมาะสมและถูกต้อง2.ความร่วมมือของผู้ป่วยการเลือกยา
    ที่เหมาะสมโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่รับการรักษาเป็นครั้งแรกจะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ผลดีถึงร้อยละ  85 หรือมากกว่า แพทย์ผู้รักษาจะต้องแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความเป็นไปของวัณโรค  ควรรับยาสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลาปีครึ่งถึงสองปี ผลร้ายของการรับยาไม่สม่ำเสมอ  อาการแพ้ยาและผลข้าเคียงที่อาจพบได้

หลักการเลือกยา

  •  
    • 1.ควรพิจารณาใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงและสะดวกในการใช้
      2.มีการแพ้ยาหรือผลข้างเคียงน้อย
      3.ราคาถูก
รายละเอียดเกี่ยวกับยารักษาวัณโรคชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ 

โรควัณโรค

 

·         วัณโรค  เป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อโดยการสูดเอาอากาศที่มีตัวเชื้อวัณดรคเข้าไป เมื่อ 20 ปีก่อน

·         วัณโรคเป็นหนึ่งในสิบสาเหตุของการตายที่สำคัญสุด แต่เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้  ปัจจุบันวัณโรคจึงไม่จัดอยู่ในสิบสาเหตุการตายที่สำคัญ

  • เชื้อวัณโรคจัดเป็นเชื้อโรคในกลุ่มเป็นแท่ง (Bacilli) มีความคงทนต่อความแห้งได้  และสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นละอองได้นานเชื้อวัฒโรคออกจากร่างกายของผู้ป่วย โดยทางเสมหะ และละอองเสมหะ หรือน้ำลายจากการไอ หรือจาม หรือาจออกมากับน้ำหนองในกรณีป่วยเป็นวัณโรคของต่อมน้ำเหลือง หรือผิวหนัง  การติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจสูดดมเอาฝุ่นละอองหรือละอองเสมหะ ที่มีตัวเชื้อโรคแขวนอยู่เมื่อพูดถึงวัณโรค ชาวบ้านทั่วไปมักจะนึกถึงโรคปอด คือวัณโรคปอด แต่ความจริงวัณโรคอาจเป็นได้ในทุก  ๆ อวัยวะของร่างกาย เช่น ลำไส้ ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนังและเยื่อหุ้มสมองเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าจะต้องเริ่มต้นจากปอดก่อนเสมอ ที่ไม่พบในปอดก็เพราะซ่อนเร้นอยู่ โดยการฉายเอ็กซเรย์ปอดตรวจไม่พบ หรือการตรวจเสมหะเพื่อหาตัวเชื้อแล้วตรวจไม่พบเท่านั้นอาการแสดงของวัณโรค ระยะแรกจะมีการไอแห้ง ๆ อย่างเดียว อาการจะมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น ระยะต่อมาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย และมักจะมีอาการไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะในเวลาเย็น และกลางคืน ในระยะที่เป็นกรดมากแล้วอาจมีอาการหายใจหอบ และไอมีเสมหะติดเลือดปนด้วย  จนถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้ ถ้าเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มหลอดอาจมีน้ำเกิดเกิดขึ้นในช่องปอด และมีอาการเจ็บอก  น้ำที่เกิดในช่องปอดนี้จะทำให้อาการหอบเกิดมากขึ้นอาการแสดงของวัณโรคที่อวัยวะอื่น เช่น ถ้าเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง มักมีไข้ และมีก้อน (ต่อมน้ำเหลือง) ที่พบบ่อยมักจะเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ต่อมจะโตมากขึ้นจนกลายเป็นฝี และแตกมีน้ำเหลืองซึมออกมาได้ ถ้าเป็นที่เยื่อหุ้มสมองจะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ คอแข็ง และมีอาการทางสมองเกิดขึ้นด้วยการรักษาจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น ด้วยการปรึกาาแพทย์ที่ศูนย์วัณโรคปอดโรงพยาบาลหรือคลีนิกแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปี หรือ 2 ปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนต้องปฏิบัติตัวตามสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่งการป้องกัน1.ทารกที่คลอดจากโรงพยาบาลทุกแห่งและสถานีผดุงครรภ์ทุกแห่ง
  • 1.จะได้รับการฉีดยา BCG  เพื่อป้องกันโรคตั้งแต่หลังคลอดใหม่
    2.
    สำหรับผู้ใหญ่นั้นอาจขอฉีด BCGได้ตามโรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชนทุกแห่ง
    3.
    การไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยวัณโรค
    4.
    การแนะนำผู้ป่วยให้ปิดจมูกเวลาจะไอ หรือจามตลอดจนไม่ควรถ่มน้ำลายเสมหะเรี่ยราดตามพื้น
    5.
    ควรตรวจเอ็กซเรย์ปอดเป็นประจำทุกหนึ่งหรือสองปี
    การรักษาวัณโรค
    ปัจจัยสำคัญในการรักษาวัณโรคประกอบด้วย1.การเลือกใช้ยารักษาวัณโรคที่เหมาะสมและถูกต้อง2.ความร่วมมือของผู้ป่วยการเลือกยา
    ที่เหมาะสมโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่รับการรักษาเป็นครั้งแรกจะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ผลดีถึงร้อยละ  85 หรือมากกว่า แพทย์ผู้รักษาจะต้องแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความเป็นไปของวัณโรค  ควรรับยาสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลาปีครึ่งถึงสองปี ผลร้ายของการรับยาไม่สม่ำเสมอ  อาการแพ้ยาและผลข้าเคียงที่อาจพบได้

หลักการเลือกยา

  •  
    • 1.ควรพิจารณาใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงและสะดวกในการใช้
      2.
      มีการแพ้ยาหรือผลข้างเคียงน้อย
      3.
      ราคาถูก

รายละเอียดเกี่ยวกับยารักษาวัณโรคชนิดต่าง ๆ ที่ใช้บ่อย

        Link    classnet.nkk.ac.th

 

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
ท่านอาจกำลังสนใจสิ่งนี้อยู่
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก